Sep 13

เปรียบเทียบการเสริมหน้าผาก

เปรียบเทียบการเสริมหน้าผาก
endo_silicone

เนื่องจากยังมีผู้สงสัยจำนวนมากเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของการเสริมหน้าผาก เลยทำเป็นตารางเปรียบเทียบมาให้ดู ประกอบการพิจารณา

 

 

เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียการเสริมหน้าผากด้วยวิธีต่างๆ

การเติมด้วยไขมัน การเติมด้วยสารเติมเต็ม การเสริมหน้าผากผ่านกล้อง
อาการแพ้ ไม่แพ้ โอกาสแพ้ได้ โอกาสแพ้น้อย
ชนิดการรักษา เป็นศัลยกรรมเล็ก ใช้การฉีดไม่ใช่ศัลยกรรม ผ่าตัดผ่านกล้อง แผลเล็ก
ระยะพักฟื้น ปานกลาง3-5 วัน สั้น 1-3 วัน ยาว 5-7 วัน
บวมปานกลาง บวมน้อย บวมมากกว่า
ผลที่ได้ ควบคุมรูปร่างความนูนได้ยาก ควบคุมรูปร่างความนูนได้พอควร กำหนดรูปร่างความนูนได้  เป็นซิลิโคนสั่งทำเฉพาะบุคคล
โอกาสเป็นคลื่นไม่เรียบมีสูง โอกาสเป็นคลื่นไม่เรียบมีได้ปานกลาง เรียบสม่ำเสมอ ไม่เป็นคลื่น
โอกาสต้องทำซ้ำมีสูงเนื่องจากไขมันสลายตัว ต้องทำซ้ำทุกปี ทำผ่าตัดเพียงครั้งเดียว
การแก้ไข ทำได้ยาก เนื่องจากมีพังผืด ทำได้ง่ายกว่า แต่มักไม่เรียบเหมือนเดิม ไม่ต้องแก้ไขอีก
ในกรณีที่ไม่ต้องการอีก แก้ไขไม่ได้ ต้องรอให้สลาย หรือฉีดสลายทิ้ง แต่มักไม่หมด สามารถผ่าตัดเอาออกได้เลย

ใครที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเสริมหน้าผากผ่านกล้อง สามารถอ่านกระทู้ก่อนหน้านี้ได้  และถ้ายังมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถ อีเมล์มาปรึกษาได้ครับ ที่ consult@siamswan.com หรือโทรปรึกษาได้ที่ สยามสวอน คลินิก 02-6584884-6

Aug 16

Nano fat

Nano Fat

nanofat ปัจจุบันการเติมไขมันเข้าสู่ร่างกาย เป็นเรื่องที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเติมเพื่อแก้ไขความไม่สมดุลย์ของใบหน้าด้วยการเพิ่มปริมาตรในส่วนต่างๆเช่น ใต้ตา ตาที่ลึก แก้มตอบหรือขมับตอบ รวมถึงการนำไขมันจำนวนมากเติมไปที่หน้าอกเพื่อเพิ่มขนาดของเต้านม เป็นการทดแทนการเสริมหน้าอกด้วยถุงนมซิลิโคนหรือใช้ร่วมกัน เป็นต้น ทั้งหมดล้วนเป็นการเติมไขมันชนิดที่เรียกว่า Microfat transfer หรือเป็นการเติมไขมันที่มีอนุภาคขนาดเล็กประมาณ 1.4-2.4 มม. ซึ่งจุดประสงค์หลักคือการเพิ่มปริมาตรหรือมิติ ซึ่งถือว่าMicrofat สามารถแก้ไขปัญหาใบหน้าและหน้าอก ได้ดีมากพอสมควร ถ้าใช้อย่างถูกต้อง

เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ สามารถทำให้เราแยกเซลไขมันที่มีขนาดเล็กลงไปได้อีก จนถึงขนาดที่ต่ำกว่า 1.4 มม.ที่เรียกว่า ไขมันนาโน (Nano Fat) ทำให้เราสามารถที่จะนำไขมันเหล่านี้มาเติมในตำแหน่งที่ตื้นๆได้ ซึ่ง Microfat ทำไม่ได้ อาทิเช่น ร่องแก้ม และร่องน้ำตาเป็นต้น โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องเซลไขมันจับตัวเป็นก้อน ลดปัญหาผิวที่ไม่เรียบ เพิ่มอัตราการอยู่รอดของเซลไขมัน อีกทั้งยังมีผลให้ผิวหนังที่ได้รับ Nano fat นั้นได้รับเลือดมาหล่อเลี้ยงมากขึ้นส่งผลให้เซลผิวหนังบริเวณนั้นๆดูสดใสมากขึ้น แพทย์บางท่านจึงใช้ผลอันนี้มาใช้ในการทำ Facial rejuvenation by Nano fat คล้ายๆกับทำเลเซอร์ให้หน้าเด้งหน้าใส นอกจากการทำให้หน้าเด้งหน้าใสแล้ว ยังสามารถใช้ได้กับใต้ตาคล้ำอีกด้วย อย่างไรก็ตามวิธีการนี้ต้องใช้ประสบการณ์พอสมควร อีกทั้งผลที่ได้อาจอยู่ไม่นานนัก แล้วแต่บุคคลและเทคนิกที่ใช้

โดยสรุป ในปัจจุบัน เราสามารถนำเซลไขมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้หลากหลายทั้ง Microfat และ Nano fat ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการนำมาใช้เป็นหลัก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นกับประสบการณ์ของแพทย์เป็นหลัก แม้ว่าการเติมไขมันดูเหมือนจะเป็นวิธีการที่ไม่ยากนัก เหมือนว่าหมอไหนๆก็ทำได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันต้องเลือกเคส ชนิดไขมันที่เหมาะสม เทคนิกในการเติม รวมทั้งปริมาณที่จะเติมอย่างพอเหมาะ ไม่เช่นนั้นแล้วมันจะก่อให้เกิดปัญหาที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง ยากกว่าปัญหาที่เกิดจากฟิลเล่อร์เสียอีก แต่ถ้าทำดีๆแล้วผลจะดีกว่าฟิลเล่อร์มาก ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง

Apr 04

ข้อควรรู้ก่อนทำศัลยกรรมรอบดวงตา

ข้อควรรู้ก่อนทำศัลยกรรมรอบดวงตา

eye1บ่อยครั้งที่กว่าคนไข้จะมาถึงมือหมอศัลยกรรมตกแต่ง มักจะได้รับการรักษามาก่อนไม่มากก็น้อย เกือบทุกประเภทของการรักษาจะมีผลต่อการผ่าตัดรักษาที่จะเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งทุกๆกรณีแพทย์ผู้ทำการรักษาจำเป็นต้องรู้ข้อมูลการรักษาทั้งหมด ไม่ว่าจะเกิดขึ้นมานานแค่ไหน เพื่อการวางแผนการรักษาที่เหมาะสม และป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

การรักษาที่จะมีผลต่อการศัลยกรรมรอบดวงตา

1.โบท็อก
เนื่องจากโบท็อกเป็นยาที่ใช้ลดริ้วรอย ด้วยการทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนคลายตัว และบางส่วนทำงานมากขึ้น เช่น การฉีดลดริ้วรอยหางตาและหว่างคิ้ว จะทำให้แนวคิ้วและหางตาโดยรวมยกขึ้น ยิ่งถ้ามีการฉีดยกคิ้วร่วมด้วยจะยิ่งทำให้ชั้นตาเดิมสูงกว่าปกติ ดังน้้นในเวลาเช่นนี้ไม่ควรทำการผ่าตัดหนังตาบนหรือยกหางตาขึ้น ควรรอให้โบท็อกหมดฤทธิ์ก่อน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน หลังการฉีดครั้งสุดท้าย
ในกรณีที่ต้องการผ่าตัดถุงใต้ตาก็เช่นกัน โบท็อกจะทำให้กล้ามเนื้อตาล่างคลายตัว เวลาผ่าตัดหนังตาส่วนเกินจะได้รับการตัดออกได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ความตึงของผิวหนังก็จะน้อยลงตามไปด้วเช่นกัน ทำให้ผลการผ่าตัดออกมาไม่ดีเท่าที่ควร
แต่สำหรับกรณีที่ผ่าตัดเอาถุงออกอย่างเดียวด้วยแสงเลเซอร์จากด้านในหนังตา โบท็อกไม่มีผลต่อการรักษา สามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องรอให้ฤทธิ์ของโบท็อกหมดเสียก่อน

2.สารเติมเต็มหรือฟิลเล่อร์
คนไข้ส่วนหนึ่งมักได้รับการเติมเต็มร่องใต้ตา เพื่อกลบเกลื่อนถุงใต้ตาที่มีอยู่ สารที่ใช้เติมเต็มไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มไหนก็ตามมักจะไม่สลายไปจนหมด ไม่ว่าจะเป็นสาร ไฮยารูโรนิก ที่มักจะบอกว่าอยู่ได้แค่ปีเดียวก็ตาม จากประสบการณ์ที่ผ่านมายังสามารถพบสารเติมเต็มชนิดดังกล่าวตกค้างอยู่แม้เวลาจะผ่านไปหลายๆปีแล้วก็ตาม การที่มีสารเติมเต็มตกค้างอยู่จะเป็นอุปสรรคต่อการประเมินถุงใต้ตาที่จะเอาออกระหว่างการผ่าตัด ยิ่งถ้าเป็นประเภทอยู่นานกึ่งถาวรแล้ว ยิ่งสร้างปัญหาในการรผ่าตัดเป็นอย่างมาก ดังนั้นจำเป็น”ต้อง”แจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเสมอ การปิดบังจะเป็นผลเสียต่อคนไข้เอง

3.ประวัติการผ่าตัด
บ่อยครั้งที่คนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดมานาน จนลืมไปว่าตนเองเคยได้รับการผ่าตัดมาก่อนหรือไม่ โดยเฉพาะหนังตาล่าง เนื่องจากรอยแผลมักจะจางเลือนได้ง่ายกว่าหนังตาบน กรณีนี้มีความสำคัญมากต่อผลที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากการผ่าตัดหนังตาล่างของแพทย์แต่ละท่านนั้นมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในอดีตที่มีการตัดทั้งกล้ามเนื้อและผิวหนังส่วนเกินออกไปด้วย ทำให้การผ่าตัดครั้งที่สองไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก ผลที่ได้จึงออกมาไม่ดีเท่าที่ควร หรือบางรายมีปัญหาตามมาเช่น ตาปลิ้นหรือตาแหกเป็นต้น ดังนั้นประวัติการรักษานี้จึงสำคัญมาก

4.ยาหรืออาหารเสริมที่รับประทานอยู่
ปัจจุบันคนส่วนหนึ่งนิยมรับประทานอาหารเสริมหรือวิตามินกันค่อนข้างมาก หลายๆชนิดก็ไม่ได้เป็นที่รู้จัก บางชนิดก็ไม่ได้บอกส่วนประกอบ ซึ่งบางชนิดมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดรวมอยู่ด้วย ที่พบบ่อยๆได้แก่ แอสไพริน น้ำมันตับปลา วิตามินเอ วิตามินอี ใบแปะก๊วย โคคิวเทน เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้จะทำให้เลือดแข็งตัวช้ากว่าปกติ เลือดออกง่ายและหยุดยาก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการเลือดออกและเลือดคั่งได้
ดังนั้นควรงดยาและอาหารเสริมดังกล่าวอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ล่วงหน้า ในกรณีที่ไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์ก่อน หรือถ้าเป็นอาหารเสริมที่ไม่แน่ใจก็ควรงดไปเลยหนึ่งสัปดาห์ล่วงหน้าเช่นกัน

ข้อควรพึงระวังเหล่านี้อาจดูไม่สำคัญมากนักในสายตาคนทั่วไปหรือหมอบางท่าน แต่สำหรับศัลยแพทย์ตกแต่งแล้ว ทุกปัจจัยล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้นครับ

Older posts «

» Newer posts