Jan 06

ดึงหน้าไหมรังผึ้ง

ดึงหน้าไหมรังผึ้ง
smartmeshคงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า “ไหมรังผึ้ง” ที่ว่านี้ “ไม่ใช่” ไหมที่ใช้สำหรับ”ร้อย”ใบหน้า เหมือนการร้อยไหมทั่วๆไป ซึ่งการร้อยไหมใบหน้าโดยทั่วๆไป เป็นการร้อยเส้นไหมเข้าใบหน้าเป็นลักษณะคล้ายโครงตาข่าย หวังผลกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน วิธีนี้จะไม่ขอกล่าวในที่นี้ว่ามีข้อเสียอย่างไรบ้าง ผู้ที่สนใจสามารถค้นหาได้ในเว็บนี้ เรื่ิองการร้อยไหมได้ผลจริงหรือ

สำหรับไหมรังผึ้ง หรือ Smart Mesh เป็นไหมเย็บแผลชนิดไม่ละลาย(Prolypropelene) มีขนาดเล็ก ประกอบไปด้วยส่วนไหมที่ถักกันเป็นรังผึ้ง(Mesh part) และ  ส่วนไหมที่บากเป็นร่องขนาดเล็ก (Barbed part) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับไหมสมาร์ทโคน หรือ ไหม Silhouette ต่างกันตรงที่เป็นโคนกับตาข่ายรังผึ้ง ซึ่งตามลักษณะของไหมแล้ว ไหมรังผึ้งให้ความแข็งแรงในการยกกระชับได้แข็งแรงมากกว่าไหมสมาร์ทโคน ไหมชนิดนี้จะถูกร้อยผ่านจากแผลขนาดเล็กประมาณหนึ่งเซนติเมตรบริเวณขมับทั้งสองด้าน เข้าสู่ใบหน้าผ่านส่วนลึกของผิวหนังบริเวณชั้น SMAS หลังจากดึงได้ความตึงที่ต้องการแล้ว ปลายไหมจะถูกยึดตรึงที่เนื้อเยื่อแข็งใต้ผิวหนัง บริเวณขมับทั้งสองด้าน เพื่อให้ไหมมีจุดยึดตรึงที่แน่นอน ที่เราเรียกในทางการแพทย์ว่า ไหมแขวนหรือ Suspension thread system ซึ่งจะได้ผลที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าการร้อยไหมโดยทั่วไป เพราะการร้อยไหมพวกนั้น ไม่มีจุดยึดตรึง ลอยๆอยู่ในหน้าเท่านั้น หรือที่เรียกว่า ไหมลอย (Floating thread) ประสิทธิผลของการดึงจึงแตกต่างกัน

การผ่าตัดดึงหน้าด้วยไหมรังผึ้งใช้เวลาไม่นาน ประมาณหนึ่งชั่วโมง บวมไม่มาก ถูกจัดอยู่ในประเภท Minimal invasive surgery ผลของการรักษาอยู่ได้ประมาณ 1-3 ปี หรืออาจนานกว่านั้นได้ แล้วแต่สภาพผิวของแต่ละบุคคล แผลขนาดเล็กจะถูกซ่อนอยู่ในผมทั้งสองด้าน ไม่ต้องโกนหรือตัดผม เนื่องจากเส้นไหมที่มีขนาดเล็ก และอยู่ในชั้นลึกของผิวหนัง จึงไม่มีปัญหาการมองเห็น คลำได้ หรือเป็นร่องบนใบหน้าแต่อย่างใด

การดึงหน้าด้วยไหมรังผึ้ง เหมาะกับผู้ที่มีใบหน้าหย่อนคล้อยไม่มากนัก ในรายที่ทำการยกกระชับด้วยเครื่องเช่น Ulthera หรือThermage แล้วไม่ได้ผลเป็นที่พอใจ หรือในรายที่ไม่ต้องการให้มีแผลผ่าตัดบริเวณหน้าใบหู เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการผ่าตัด มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

Dec 21

การเรียงไขมันใต้ตา

การเรียงไขมันใต้ตา
fattransเนื่องจากมีคนไข้สอบถามกันเข้ามาเป็นจำนวนมากเรื่องการเรียงไขมันใต้ตา หรือ Fat transposition เลยขอใช้โอกาสนี้ในการทำความเข้าใจ ถึงความแตกต่างในการเอาถุงไขมันใต้ตาออกอย่างเดียวกับการเรียงไขมัน

โดยปกติ ไขมันที่อยู่ใต้ตานั้นมันมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ แต่การที่เราเห็นเป็นก้อนนูนๆออกมา เมื่ออายุมากขึ้น ก็เกิดจากกล้ามเนื้อใต้ตาที่หย่อนยานลง ซึ่งเกิดจากอายุมากขึ้น การใช้สายตาที่ไม่ถูกต้องจนกล้ามเนื้อรอบดวงตาล้า หรือเกิดจากพันธุกรรม เป็นต้น จริงๆแล้วมันไม่ใช่ภาวะโรค แต่ คนส่วนมากรู้สึกว่ามันเป็นสัญญลักษณ์ของการมีอายุ เลยต้องการกำจัดมันทิ้งไป

ในกรณีที่มีแค่ถุงหรือก้อนนูนออกมา การกำจัดทิ้งทำได้ไม่ยาก การผ่าตัดผ่านเยื่อบุหนังตาด้านในด้วยแสงเลเซอร์ แล้วเอาถุงไขมันออก แค่นี้ก็เรียบร้อย ที่เรียกว่า เลเซอร์ถถุงใต้ตา (Laser eyebag removal)
แต่สำหรับบางรายที่มีร่องตาหรือร่องน้ำตาที่ลึก (Tear trough or Hollow under eye)จากหัวตาใต้ต่อถุงใต้ตาลงมาร่วมด้วย การผ่าตัดเอาถุงใต้ตาออกอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาร่องตาลึกได้ทึั้งหมด ดังนั้นถ้าต้องการแก้ไขปัญหาร่องตาลึกด้วย จำเป็นต้องมีการรักษาเพิ่มเติม ดังนี้

1.นำไขมันที่จะเอาออกโดยเฉพาะส่วนที่อยู่ใกล้ร่องตา มา “ถม” ใส่บริเวณร่องตา เพื่อให้ร่องตาดูลดลง ซึ่งเรียกันทั่วไปว่า “การเรียงไขมันใต้ตา” วิธีนี้ไม่สามารถใช้ได้กับผู้ที่มีไขมันไม่มาก หรือร่องตาลึกมากเกินกว่าที่จะนำไขมันมาใช้ได้ การจะใช้วิธีเรียงไขมันใต้ตา มักจะทำด้วยวิธีการผ่าตัดจากด้านนอกเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากการวางหรือเรียงไขมันให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการทำได้ง่ายและสะดวกกว่า
2.ในรายที่ไขมันไม่มาก แต่ร่องตาลึกมากกว่า เราจำเป็นที่จะต้องนำไขมันจากที่อื่นมาเติมร่องตาแทน ซึ่งส่วนมากจะใช้วิธีการดูดไขมันจากบริเวณอื่นเช่นใต้สะดือ ผ่านขบวนการแยกเซลไขมัน แล้วนำมาเติมที่ร่องด้วยการฉีดผ่านเข็มขนาดเล็ก ที่เรียกว่า Lipofill ซึ่งอาจใช้เป็น Microfat หรือ Nanofat ก็ได้ แล้วแต่ข้องบ่งชี้ในรายนั้นๆ วิธีนี้สามารถใช้ได้กับทุกกรณีที่มีร่องตาหรือเบ้าตาลึก และสามารถใช้ร่วมกับการผ่าตัดจากด้านในหรือด้านนอกก็ได้

โดยสรุปก็คือการแก้ไขปัญหาร่องตาลึกที่มีถุงไขมันร่วมอยู่ด้วย สามารถแก้ไขได้หลายวิธี ทั้งการเรียงไขมัน หรือเติมไขมัน ขึ้นอยู่กับสภาพหรือเงื่อนไขที่กล่าวข้างต้น ว่าคนไหนเหมาะกับวิธีอย่างไรมากกว่า การปรึกษาพูดคุยกับศัลยแพทย์โดยตรงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

Nov 09

หมอศัลยกรรมเถื่อน

หมอเถื่อนหมอศัลยกรรมเถื่อน
จากกรณีหมอเถื่อนที่ีแอบอ้างชื่อแพทย์ เปิดคลินิกทำศัลยกรรมให้กับคนไข้จนเสียชีวิต และมีผู้ร้องเรียนตามมาอีกเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นอะไรหลายๆอย่างในสังคมไทย

1.ความมักง่ายของคน ที่ต้องการความร่ำรวย โดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยิ่งการปลอมเป็นหมอศัลยกรรมเถื่อน เปิดคลินิกเถื่อนยิ่งสาหัส เพราะมันหมายถึงความพิการหรือชีวิตที่ต้องสูญเสียไป โดยมิอาจกลับมาแก้ไขใหม่ได้อีก

2.ความไม่รู้ของคนไข้ การที่เราอยากจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะที่เกิดกับร่างกาย มักไม่หาข้อมูลให้ดีพอ ทั้งๆที่ในปัจจุบันเทคโนโลยี่เอื้ออำนวยให้สืบค้นได้ง่าย ทั้งชื่อแพทย์ หน้าตาของแพทย์ รวมทั้งความเชี่ยวชาญต่างๆ คนส่วนใหญ่มักเชื่อในคำโฆษณา อวดอ้างหรือไม่ก็ราคาถูก โปรโมชั่นเป็นหลัก โดยมักลืมไปว่าเวลาเกิดปัญหาขึ้นแล้ว การแก้ไขนั้นทำได้ยาก ต้องสูญเสียเงินที่มากกว่า แถมยังอาจผิดรูปหรือพิการไปตลอดชีวิต หนักกว่านั้นก็อาจเสียชีวิตไปเลยเฉกเช่นกรณีที่เกิดขึ้นในจังหวัดลำปาง

3.ความมักง่ายของแพทย์ ด้วยความต้องการด้านศัลยกรรมความงามที่เพิ่มขึ้น และเป็นแหล่งที่สามารถทำรายได้พอสมควร ทำให้แพทย์ทั้งที่จบใหม่และอยู่ในสาขาต่างๆ พยายามที่จะเข้ามาร่วมวงด้วย แพทย์จำนวนมากเป็นแพทย์ที่จบใหม่ ขาดพื้นฐานและประสบการณ์ด้านศัลยกรรม ก็ตะเกียกตะกายไปเข้าอบรมตามที่มีการจัดขึ้น(มากขึ้นเรื่อยๆ) โดยแพทย์ต่างประเทศบ้าง จากบริษัทเครื่องมือแพทย์บ้าง ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจทั้งสิ้น เป็นเวลา 2-3 วันบ้าง หนึ่งสัปดาห์บ้าง จากนั้นก็จะนำใบประกาศนียบัตรของผู้เข้าประชุม มาติดประกาศไว้ในสถานพยาบาลของตนเอง แล้วประกาศว่า ตนเองนั้นคือผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นด้านนี้ ซึ่งพบได้เป็นจำนวนมากในขณะนี้ คนไข้ก็มักจะไม่ทราบว่ามันก็แค่ใบที่บอกว่าคุณเสียตังค์เข้าไปฟังประชุมมา เท่านั้นเอง ใครมีตังค์จ่ายก็ได้ใบนี้เหมือนกัน ไม่มีใครรับรองความสามารถใดๆทั้งสิ้น หมอเหล่านี้ก็พยายามเอาใบประชุมจำนวนมาก มาติดไว้ในคลินิกให้ดูเหมือนว่าตนเองนั้นเชี่ยวชาญจริงๆ และที่แย่กว่านั้นก็คือ การตั้งตัวเองเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอันดับต้นๆของเมืองไทย แล้วประกาศลงในโซเชียลมีเดีย คนไม่รู้ก็นึกว่าเป็นเรื่องจริง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าอับอายและน่าเศร้ามากสำหรับวงการแพทย์ไทยในขณะนี้

4.ใช้โซเชียลมีเดียแบบไม่ไตร่ตรองให้ดี ด้วยการเข้าถึงได้ง่ายของข้อมูลจำนวนมาก ทำให้โอกาสที่จะไตร่ตรองข้อมูลที่เข้ามาทำได้น้อยมาก บางเรื่องเป็นเรื่องที่เค้าตั้งใจทำขึ้นมา โดยเฉพาะการรีวิวผลงานการผ่าตัด หลายท่านอาจไม่ทราบว่า มันมีการจ้างวานให้เขียนรีวิวชมเป็นกระบวนการ ถ้าฟังเผินๆจะรู้สึกดีมาก คนไข้จำนวนมากเวลามาหาหมอก็มักจะถามว่า มีรีวิวหรือไม่ แทนที่จะถามว่า ในกรณีของคนไข้นั้นต้องทำอย่างไรบ้าง มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง เป็นต้น แต่กลับไปยึดมั่นถือมั่นกับรีวิว จริงอยู่แม้ว่าการรีวิวที่คนไข้เขียนขึ้นเองมีอยู่จริง แต่นั่นก็เป็นเพียงประสบการณ์ของคนๆหนึ่งเท่านั้นเอง ดูได้ ฟังได้ แต่อย่าเพิ่งปักใจเชื่อ ต้องเข้าไปปรึกษากับแพทย์เองเท่านั้น ขอเน้นปรึกษากับแพทย์เองเท่านั้น ไม่ใช่คุยกับเจ้าหน้าที่ที่คอยต้อนหน้าต้อนหลัง เค้ามีหน้าที่ขาย ไม่ใช่แพทย์ ให้คุยกับแพทย์ที่จะเป็นคนลงมือผ่าตัดให้ ไม่ใช่คุยกับแพทย์คนหนึ่ง แต่ให้อีกคนหนึ่งทำให้ อันนี้ก็ไม่น่าจะโอเคเท่าไหร่ ยกเว้นว่าได้รับการบอกกล่าวอย่างชัดเจนแล้ว และเรายินยอมพร้อมใจ แต่อย่างไรเสีย ต้องคุยกับแพทย์คนที่จะลงมือผ่าตัดให้จะเป็นการดีที่สุด

ศัลยกรรม ฟังดูเหมือนอะไรง่ายๆ หมอไหนๆก็ทำได้ ถ้ามันง่ายจริงๆอย่างที่กล่าวอ้าง คงไม่ต้องใช้เวลาเรียนต่ออีก 5 ปี หลังจากจบแพทย์ศาสตร์บัณฑิตแล้ว จึงจะได้ใบที่เรียกว่า วุฒิบัตรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่ง ซึ่งรับรองโดยแพทยสภา ไม่ใช่รับรองโดยตนเองหรือใครก็ไม่รู้
ดังนั้น ก่อนที่ท่านจะก้าวเข้าสู่วงการศัลยกรรม จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง

Older posts «

» Newer posts