Monthly Archive: June 2014

Jun 20

ความกลัวกับศัลยกรรมใต้ตา

ความกลัวกับศัลยกรรมใต้ตา เหตุที่ต้องเขียนเรื่องนี้ เนื่องจากยังมีความเข้าใจที่ผิดในหลายๆเรื่องเกี่ยวกับศัลยกรรมใต้ตา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่พูดต่อๆกันไป โดยเฉพาะใน Social Media จนทำให้คนส่วนส่วนใหญ่เกิด “ความกลัว” แล้วเลือกวิธีการรักษาที่ไม่ถูกต้อง จนบางครั้งเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น 1.อย่าไปผ่าตัดถุงใต้ตาเลย เดี่๋ยวตาแหก ฉีดฟิลเล่อร์ดีกว่า อันนี้เรียกว่าให้คำแนะนำแบบ ” ไม่เข้าใจ” การที่เรามีผิวหนังส่วนเกิน ต่อให้เราเอาฟิลเล่อร์กี่หลอดหรือจะใช้เครื่องมือกระชับผิวหนังกี่ชนิดก็ย่อมไม่ได้ผล ยกเว้นกรณีที่ย่นหรือเกินเพียงเล็กน้อย แต่ในกรณีที่ถุงใต้ตาก็ชัด ผิวหนังส่วนเกินรอยย่นก็มาก แล้วเอาเรื่องตาแหกตาปลิ้นมาขู่ให้กลัว จึงไม่น่าจะใช่คำแนะนำที่ถูกต้อง จริงอยู่โอกาสที่ตาจะปลิ้นจากการผ่าตัดเกิดขึ้นได้ แต่นั่นเกิดจาก “การเลือกแพทย์” ที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ “วิธีการรักษา” ที่ไม่ถูกต้อง เพราะถ้าวิธีการผ่าตัดไม่ใช่วิธีการรักษาที่ถูกต้องจริง แพทย์ทั่วโลกคงเลิกทำไปนานแล้ว และคงมีคนตาแหกตาปลิ้นเต็มไปหมด ดังนั้นการเฉไฉไปใช้ฟิลเล่อร์มาแก้ไขปัญหาถุงใต้ตาจึงไม่สมควรอย่างยิ่ง 2.อย่าไปเอาถุงใต้ตาออกเลย เดี๋ยวตาโบ๋ ฉีดฟิลเล่อร์กลบเอาก็ได้ จริงอยู่ที่ฟิลเล่อร์สามารถเติมเต็มร่องใต้ถุงตา แล้วทำให้ถุงใต้ตาดูไม่ชัด แต่ก็ไม่ได้เป็นการรักษาถุงใต้ตาอยู่ดี เมื่อฟิลเล่อร์หายไปถุงใต้ตาก็กลับชัดขึ้นมาอีก เป็นการรักษาชั่วคราวเท่านั้น อีกทั้งการเติมเต็มครั้งที่สอง ครั้งที่สาม จะยากและมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ การเอาไขมันหรือถุงใต้ตาเฉพาะ “ส่วนที่เกิน” ออก จึงเป็นการรักษาที่ตรงจุดมากที่สุด การผ่าตัดเอาถุงใต้ตาออกที่ถูกต้องไม่ว่าจะด้วยวิธีการผ่าตัดจากด้านในด้วยแสงเลเซอร์หรือการผ่าตัดจากด้านนอก จะไม่นำถุงไขมันที่มีอยู่ออกจนหมด เนื่องจากจะทำให้ตาลึกโบ๋ จะใช้วิธีที่เรียกว่า ” ลบส่วนเกิน” เพื่อให้ผิวดูเรียบกลมกลืนกับเนื่้อเยื่อข้างเคียง …

Continue reading »

Jun 13

ปัญหาสารเติมเต็มในทางศัลยกรรม

ปัญหาสารเติมเต็มในทางศัลยกรรม เนื่องจากในปัจจุบันมีการใช้สารเติมเต็มหรือฟิลเล่อร์ค่อนข้างมาก ทั้งสารที่อยู่ชั่วคราวและสารกึ่งถาวรจนถึงชนิดถาวร ซึ่งสารเหล่านี้มักจะถูกนำมาใช้ในวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป เช่น ฉีดร่องแก้มหรือร่องมุมปาก ฉีดเสริมจมูก ฉีดเติมร่องตา ฉีดคาง ฉีดริมฝีปาก หรือเติมเต็มในส่วนที่ขาดเช่น ขมับตอบเป็นต้น บางตำแน่งสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย และไม่มีผลต่อการรักษาอย่างอื่นที่จะตามมา แต่ในบางตำแน่งมีผลกระทบกับการศัลยกรรมที่จะเกิดตามมาในภายหลัง ตำแหน่งที่เกิดผลกระทบ 1.จมูก หลายคนอาจไม่ทราบว่า การฉีดเสริมจมูกด้วยสารเติมเติมชนิดไม่ถาวร ในกลุ่มไฮยารูโรนิก(ประมาณ 6 เดือน- 1ปี ) หลังจากที่มันสลายไปแล้ว มักจะทิ้งพังผืดหรือคอลลาเจน(ถ้าจะเรียกให้ไพเราะ)ไว้ให้ดูต่างหน้า ยิ่งฉีดหลายครั้งยิ่งก่อให้เกิดพังผืดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เนื้อจมูกหนาหรือดูใหญ่กว่าเดิม ในกรณีนี้ถ้าเราคิดจะไปเสริมจมูกแบบถาวรด้วยการศัลยกรรม ก็จะเกิดปัญหาขึ้นทันที เนื่องจากจะไม่สามารถทำให้จมูกเรียวเล็กได้ตามต้องการ เนื้อเยื่อไม่ยืดหยุ่นทำให้โด่งได้ไม่มาก จะขูดพังผืดออกก็ไม่ได้ ดีไม่ดีเมื่อฟิลเล่อร์ที่ตกค้างสลายไป รูปทรงจมูกที่ทำไว้ก็เปลี่ยนรูปไป และถ้าเป็นฟิลเล่อร์ชนิดอยู่นานปัญหาก็จะมากเป็นทวีคูณ การเสริมจมูกที่ได้รับการฉีดมาก่อน จึงจำเป็นต้องฉีดสลายก่อนทุกราย เพื่อให้เนื้อเยื่อและรูปทรงจมูกกลับสู่สภาพใกล้เคียงเดิมมากที่สุด หรือไม่ก็รอจนแน่ใจว่าไม่มีสารฟิลเล่อร์ตกค้างเหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ฉีดซ้ำหลายๆครั้งหรือในปริมาณที่มาก โอกาสทีจมูกจะกลับไปเหมือนเดิมก็จะมีน้อยลง ถึงแม้จะฉีดสลายแล้วก็ตาม โดยเฉพาะฟิลเล่อร์ที่ถูกฉีดในผิวหนังชั้นตื้น จะทำให้ผิวจมูกไม่เรียบอย่างถาวร 2.ถุงไขมันและร่องใต้ตา มีแพทย์จำนวนมากที่พยายามแก้ไขถุงใต้ตาด้วยการเติมร่องที่อยู่ใต้ถุงด้วยการฉีดสารเติมเต็มหรือฟิลเล่อร์ เพื่อให้ถุงใต้ตาดูไม่ชัด ในกรณที่ถุงไม่มากและมีร่องตาน้อยๆร่วมด้วยอาจทำได้ แต่ส่วนมากแล้วมักไม่ได้ผล เนื่องจากการเติมฟิลเล่อร์เพื่อกลบตัวถุงไขมันนั้น อาจทำให้เกิดลักษณะเป็น Double contour …

Continue reading »

Jun 07

ฉีดฟิลเล่อร์แล้วตาบอด

ฉีดฟิลเล่อร์แล้วตาบอด เป็นข่าวใหญ่อีกครั้งเมื่อรายการเรื่องเล่าเช้านี้ นำเรื่องปัญหาการฉีดฟิลเล่อร์แล้วตาบอดและเนื้อตายออกอากาศ คนที่มีฟิลเล่อร์อยู่ต่างตื่นตระหนก บางคนถึงกับนอนไม่หลับ อยากเอามันออกซะเดี๋ยวนั้น ความจริงหมอได้เขียนเตือนเรื่องการฉีดฟิลเล่อร์บริเวณใบหน้า โดยเฉพาะการฉีดเสริมจมูกไว้หลายครั้งแล้ว ว่าการฉีดเสริมจมูกไม่สามารถมาทดแทนการเสริมจมูกด้วยการศัลยกรรมอย่างที่โฆษณากัน จริงอยู่แม้ว่าเราจะสามารถลองดูได้ว่า ถ้าจมูกโด่งแล้วหน้าตาจะเป็นอย่างไรด้วยการฉีดสารเติมเต็ม แต่ก็ต้องเป็นสารเติมเต็มหรือฟิลเล่อร์ชนิดที่ปลอดภัยคือสามารถสลายไปเองได้ ที่สำคัญต้องรับการรักษาจากแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทาง ไม่ใช่แพทย์จบใหม่ที่ไหนก็ทำได้ กรณีที่เป็นข่าวก็เกิดจากแพทย์ที่ขาดความชำนาญและไม่ระมัดระวังเท่าที่ควร เห็นเป็นเรื่องง่ายๆแค่เอาเข็มสอดเข้าใต้ผิวหนัง ดันฟิลเล่อร์เข้าไป ปั้นๆให้ได้ทรงก็เสร็จ  ซึ่งมักลืมไปว่าบริเวณนี้มีเส้นเลือดมากมายและมีการเชื่อมต่อกับเส้นเลือดของลูกตา เมื่ออนุภาคของสารเติมเต็มหลุดลอดเข้าเส้นเลือดแดงของลูกตา จึงทำให้ดวงตาขาดเลือดไปเลี้ยงในทันที ทำให้ตาบอดเฉียบพลัน ซึ่งการแก้ไขทำได้ยากและมักจะไม่ทันการณ์ ที่ผ่านมาในเมืองไทยมีรายงานเรื่องตาบอดหลังการฉีดเสริมจมูกกว่า10ราย มีเพียงรายเดียวที่เข้ารับการรักษาได้ทัน และเป็นการรักษาที่ซับซ้อนมาก เมื่อเทียบกับการเสริมจมูกด้วยซิลิโคนที่มีมานานนับสิบปี ไม่เคยมีใครสูญเสียดวงตาแม้แต่รายเดียว เรื่องที่ยังไม่มีใครยอมพูดถึง การฉีดเสริมจมูกมักดูดีในครั้งแรก เนื่องจากเนื้อเยื่อยังใหม่และอ่อนนุ่ม แต่การฉีดในครั้งถัดๆไปจะฉีดยากขึ้น เนื่องจากพังผืดที่เกิดขึ้นจากการฉีดแต่ละครั้ง  พังผืดที่เกิดขึ้นนอกจากจะทำให้การฉีดครั้งถัดมายากขึ้นแล้ว การจะปั้นให้ได้ทรงเรียวๆเหมือนครั้งแรกก็ทำได้ยากเช่นกัน จมูกจะโตขึ้นเรื่อยๆแทนที่จะเรียวสวย บางรายจะมีเส้นเลือดฝอยเกิดบนผิวจมูก เป็นรอยแดงๆ การฉีดตื้นเกินไปก็อาจทำให้ผิวหนังส่วนนั้นตายได้ เมื่อการฉีดยากขึ้น แพทย์ต้องใช้แรงในการดันยามากขึ้น โอกาสที่อนุภาคจะหลุดเข้ากระแสเลือดก็จะเกิดมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อ การรักษาจะทำได้ยากกว่า เนื่องจากฟิลเล่อร์เหล่านี้จะทำตัวเหมือนฟิลม์บางๆ(Biofilm) ห่อหุ้มเชื้อโรคไว้ ทำให้ยาหรือเม็ดเลือดขาวไม่สามารถเข้าถึงได้ การจะขูดเอาออกก็ทำได้ยาก แตกต่างจากแท่งซิลิโคนที่สามารถนำออกได้ทันที่ที่เกิดการติดเชื้อ แล้วปล่อยให้ร่างกายจัดการกับเชื้อโรคที่เหลือได้อย่างหมดจด การเสริมจมูกในรายที่เคยฉีดฟิลเล่อร์มาแล้วก็ทำได้ยากกว่า ต้องรอให้สารดังกล่าวสลายจนหมดก่อนซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี หรือบางรายก็ต้องทำการฉีดสลายก่อนจึงจะทำการผ่าตัดเสริมจมูกได้ การทำผ่าตัดก็ได้ผลไม่ดีเท่ากับกรณีที่ไม่เคยฉีดมาก่อน …

Continue reading »