Monthly Archive: March 2014

Mar 12

การเตรียมตัวเรื่องยาและอาหารเสริมก่อนผ่าตัด

drugs

การเตรียมตัวเรื่องยาและอาหารเสริมก่อนผ่าตัด การเตรียมตัวก่อนทำศัลยกรรม นอกจากการเลือกแพทย์และสถานที่แล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญและมักถูกมองข้ามก็เป็นเรื่องของยาและอาหารเสริมที่จะมีผลต่อการผ่าตัด เนื่องจากผู้คนในปัจจุบันมักจะรับประทานอาหารเสริมและวิตามินกันค่อนข้างมาก บางท่านรับประทานมากกว่าอาหารหลักก็มี ซึ่งยาหรืออาหารเสริมหลายๆตัวจะมีผลต่อเรื่อง “เลือดออกง่ายและหยุดยากกว่าปกติ” ซึ่งนอกจากจะสร้างปัญหาระหว่างผ่าตัดแล้ว ยังทำให้เกิดอาการเขียวช้ำมาก นานกว่าจะหาย หรือเกิดปัญหาแทรกซ้อนเลือดคั่งใต้บาดแผลได้ ถ้าเกิดในตำแหน่งที่สำคัญเช่น รอบดวงตา ก็อาจทำให้บวมจนตาปิดมองไม่เห็น หรือมีเลือดออกเข้าเยื่อบุตาขาวได้ เป็นต้น ดังนั้นควรหยุดยาและอาหารเสริมบางชนิดล่วงหน้าก่อนการผ่าตัด ไม่ควรใจร้อนเป็นอันขาด ดั่งสุภาษิตที่ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม “ ตารางด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างยาและอาหารเสริมที่ควรงดก่อนการผ่าตัด ชื่อยา/อาหารเสริม ระยะเวลาที่ควรหยุดก่อนผ่าตัด Aspirin 7-14 วัน Cilostazol (Pleatal) 3 วัน Clopidogrel (Plavix) 5-7 วัน NSAIDS (Diclofenac,Ibuprofen,Indomethacin,Mefenamic,Naproxen,Piroxicam) 3 วัน Vit E, Marine Fatty acids,Omega-3,Fish oil supplements 14 วัน กระเทียม (Garlic),ใบแปะก๊วย (Ginko),พิมโรส (Evening Pimrose) 14 …

Continue reading »

Mar 02

เลเซอร์หรือผ่าตัดถุงใต้ตาดี

tear trough

เลเซอร์หรือผ่าตัดถุงใต้ตาดี จากการพูดคุยกับคนไข้ที่มาปรึกษาเรื่องถุงใต้ตา พบว่า จำนวนมากมักไม่แน่ใจว่าปัญหาของตนนั้นเหมาะสมกับวิธีไหนมากกว่ากัน ส่วนมากแล้วเตรียมใจไว้สำหรับการผ่าตัดแบบเลเซอร์ แต่พอมาถึงแล้วกลับพบว่าตนเองนั้นไม่เหมาะ ผิดหวังกลับไปก็มี เพื่อเป็นการทำความเข้าใจในเบื้องต้น จึงสรุปเป็นตารางให้ดูง่ายได้ดังนี้   เลเซอร์ถุงใต้ตา การผ่าตัดแบบกรีดที่ขอบตา การเก็บถุงใต้ตา ได้ผลดี ได้ผลดี การเก็บผิวหนังให้ตึงไม่ย่น ไม่ได้ ได้ แผลขอบตา ไม่มี มี แต่จางลงในระยะยาว บวมช้ำ น้อย ประมาณ 2-3 วัน มาก ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แก้ไขร่องใต้ตา ขึ้นกับกรณี ขึ้นกับกรณี ตาแหกตาปลิ้น ไม่มี ขึ้นอยู่กับความสามารถของแพทย์ ตาลึก ขึ้นอยู่กับความสามารถของแพทย์ ขึ้นอยู่กับความสามารถของแพทย์ รอยย่นใต้ตา ไม่เปลี่ยนแปลง ดึขึ้น อายุที่เหมาะสม ทุกวัย ที่ไม่มีผิวหนังส่วนเกิน ทุกวัย ที่มีผิวหนังส่วนเกิน ระยะพักฟื้น 2-5  วัน 7-14 วัน ร่วมกับการเติมไขมันร่องตา ได้ …

Continue reading »

Mar 02

จมูกโต (1)

nasal bone

จมูกโต (1) ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ฝันอยากให้จมูกของตนเองนั้นดูเรียวเล็ก แต่ด้วยพันธุกรรมบังคับ ทำให้ต้องดิ้นรนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามแบบที่ฝันไว้ บางคนเสริมจมูกก็แล้ว ตัดปีกจมูกก็แล้วจมูกก็ยังดูโตอยู่ดี ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่าจมูกนั้นมีโครงสร้างหลายอย่างประกอบเข้าด้วยกัน เริ่มจากโครงกระดูกจมูก(Nasal bone) กระดูกอ่อนปลายจมูก(Alar cartilage) ผิวหนัง รวมทั้งเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอันได้แก่ไขมันและคอลลาเจนเป็นต้น การที่จมูกดูโตจึงเกิดได้จากทุกๆกรณี ฐานกระดูกจมูกที่กว้าง เป็นสาเหตุสำคัญที่มักถูกมองข้ามไป  การเสริมซิลิโคนเป็นเพียงการต่อยอดของสามเหลี่ยมหน้าจั่วเท่านั้น ไม่ได้ทำให้ฐานแคบลงแต่อย่างใด ในกรณีที่ฐานไม่กว้างมาก อาจดูเรียวขึ้นได้บ้างจากสัดส่วนที่เปลี่ยนไประหว่างฐานกับความสูงของซิลิโคน แต่ถ้าฐานที่กว้างมากอยู่แล้วหรือซิลิโคนที่ใส่ไม่สูงมากก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องจมูกที่โตได้เลยเพราะฐานยังกว้างเช่นเดิม การแก้ไข หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องการต่อยกระดูก ทุบกระดูกหรือบีบกระดูก จะใช้คำไหนๆก็มีความหมายเดียวกัน คือทำให้ฐานกระดูก(nasal bone) แคบเข้าด้วยการทำให้กระดูกแยกออกจากฐานแล้วบีบให้ฐานแคบเข้ามา ภาษาแพทย์เรียกว่า Lateral Osteotomy โดยไม่ได้ไปยุ่งกับกระดูกส่วนด้านบนหรือด้านใน เนื่องจากความหนาของกระดูกจมูกไม่ได้หนามากมายนัก ดังนั้นการบีบให้มันแคบเข้ามาจึงไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นแต่อย่างใด ส่วนจะแคบเข้าได้มากหรือน้อยก็แล้วแต่ความหนาของกระดูกแต่ละคน การทุบกระดูกน่ากลัวหรือไม่ การทุบกระดูกจมูกแม้ว่าฟังดูจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องของอาการบวมมากกว่า เนื่องจากเมื่อไหร่ก็ตามมีการเคลื่อนของกระดูก (กระดูกหัก) ก็จะมีเลือดออกทำให้บวมช้ำได้มากกว่าการเสริมจมูกโดยทั่วไป หลังผ่าตัดอาจต้องมีการห้ามเลือดในจมูก (Nasal packing) และใ่ส่เฝือกจมูกร่วมด้วย จึงรู้สึกว่ายุ่งยากบ้างเท่านั้นเอง ซึ่งจริงๆแล้วศัลยกรรมการทุบกระดูกใช้เวลาไม่นานและสามารถทำได้ภายใต้ยาชาเพียงอย่างเดียว มีแผลขนาด2มม.ในรูจมูกด้านในเท่านั้น เนื่องจากเป็นเรื่องของกระดูกจึงจำเป็นต้องใส่เฝือกอ่อน ครอบไว้ที่จมูกประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการกระแทก …

Continue reading »