Monthly Archive: June 2012

Jun 24

จมูกแนวใหม่ 2012

nose2012

จมูกแนวใหม่ 2012 เพิ่งกลับจาการประชุมเรื่องศัลยกรรมจมุก Seoul Rhinoplasty Forum 2012 ที่กรุงโซลประเทศเกาหลี เป็นการประชุมระดับนานาชาติครั้งแรกที่ว่าด้วยเรื่องศัลยกรรมจมูกของคนเอเชียโดยเฉพาะ ต้องยอมรับว่าศัลยกรรมจมูกของเกาหลีพัฒนาไปมากจริงๆ คงเป็นเพราะว่าศัลยแพทย์ตกแต่งในเกาหลีมีจำนวนมากถึง 2,000 กว่าท่าน เมื่อเทียบกับไทยแล้วถือว่ามีมากกว่ามากๆ ไทยมีประมาณ 200 ท่านเท่านั้น ทำให้มีการศึกษาลงรายละเอียดได้ค่อนข้างมาก ประกอบกับคนเกาหลีเองส่วนใหญ่ไม่กลัวการผ่าตัดใหญ่ทำให้สามารถปรับแต่งรูปจมูกได้มากกว่า เป็นที่ทราบกันแล้วว่าการเสริมจมูกด้วยแท่งซิลิโคนเพียงอย่างเดียว เมื่อเวลาผ่านไปจะเกิดการรัดตัวของผิวหนังทำให้เห็นขอบของแท่งซิลิโคนหรือไม่ก็ปลายจมูกบางลง  โดยเฉพาะผู้ที่เสริมโด่งมากๆเช่นที่ทำกันเมื่อช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจมูกคนไทยที่มักจะสั้นแต่เสริมแบบโด่งๆ ซึ่่งปัจจุบันเราก็พบเป็นจำนวนมากว่ามีปัญหาดังกล่าว ดังนั้นมาตรฐานใหม่สำหรับการเสริมจมูกสำหรับคนเอเชียจึงเปลี่ยนไป ไม่พียงแค่ให้โด่งเท่านั้นแต่ต้องสวยงามได้รูปเป็นธรรมชาติและมีความปลอดภัยในระยะยาวอีกด้วย มาตรฐานใหม่ของการตกแต่งรูปจมุกให้สวยงามจึงต้องประกอบด้วยการแก้ไขโครงสรางภายในไม่ว่าจะเป็นตัวกระดูกจมูก กระดูกอ่อนรวมถึงการตกแต่งปลายจมูก เป็นต้น ซึ่งซิลิโคนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้ การลดความกว้างของกระดูก การปรับแต่งกระดูกอ่อนให้จมูกดูเรียวขึ้นรวมถึงการตกแต่งปลายจมูกด้วยการเย็บปลายด้วยเทคนิกต่างๆกัน รวมถึงการนำกระดูกอ่อนจากส่วนอื่นมาใช้เช่น กระดูกอ่อนที่ผนังกั้นจมูก (Septal cartilage) ,กระดูกอ่อนใบหู(Ear cartilage) หรือกระดูกอ่อนซี่โครง(Rib cartilage )เป็นต้น โดยจะให้ความสำคัญกับปลายจมูกมากว่าความโด่งของจมูกเหมือนที่เราทำกันในปัจจุบัน อันนี้น่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้จมูกของเกาหลีได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน และน่าจะเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับศัลยกรรมจมูกในอนาคต กลับมาดูที่บ้านเราบ้าง ในเชิงเทคนิกแล้วศัลยแพทย์ตกแต่งในบ้านเราก็สามารถทำการผ่าตัดได้เช่นเดียวกับที่ทำในเกาหลี เพียงแต่ว่าคนไทยยังไม่คุ้นเคยกับการที่ต้องทำผ่าตัดมากๆ อันนี้รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องสูงตามด้วย อย่างไรก็ตามในอนาคตอันใกล้นี้ศัลยกรรมจมูกแนวใหม่น่าจะได้รับการยอมรับจากคนไทยมากขึ้น เนื่องจากความต้องการรูปจมูกที่สมบูรณ์แบบมีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลานั้นมาถึงจมูกไทยก็คงไม่แพ้เกาหลีแล้วหละ

Jun 10

ตาสองชั้นแบบเย็บสามจุด

ตาสองชั้นแบบเย็บสามจุด ( Suturing double eyelid surgery)  เข้าใจว่าหลายๆท่านคงเคยได้ยินเรื่องการทำตาสองชั้นแบบไม่ผ่าตัดหรือเย็บสามจุดกันมาบ้างแล้ว แต่คงมีอีกหลายท่านที่ไม่เข้าใจในเรื่องนี้จริงๆ การทำตาสองชั้น (Doulble eyelid surgery) ที่เราคุ้นเคยกันมักจะพูดถึงการกรีดหนังตา เพื่อเก็บหนังตาและถุงไขมัน(ถ้ามี) ออกไป พร้อมๆกับการทำชั้นตาให้สูงขึ้นและลึกคล้ายๆตาฝรั่งซึ่งก็เป็นที่นิยมในสมัยหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรากลับพบถึงความไม่เข้ากันของการทำตาในลักษณะนี้ เพราะเมื่อเราอายุมากขึ้นตาคนเราจะดูลึกขึ้นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว การเอาไขมันออกมากเกินไปยิ่งทำให้ตาเราดูลึกมากเกินไปจนดูโบ๋ ไม่สวย กว่าชั้นตาจะตกลงมาดูเป็นธรรมชาติก็ใช้เวลาเป็นปีๆ ประกอบกับความนิยมชั้นตาน้อยๆแบบเกาหลีมาแรง จึงทำให้ความนิยมในการกรีดตาดังกล่าวลดน้อยลง การทำตาสองชั้นแบบเย็บสามจุดจากด้านในหนังตาจึงได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะนอกจากจะไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นที่หนังตาแล้ว ยังสามารถทำใหม่ได้เรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป ไม่เหมือนกับการกรีดตาซึ่งมักมีปัญหาถ้าต้องการแก้ไข อีกทั้งระยะพักฟื้นก็สั้นกว่า อย่างไรก็ตามวิธีนี้ก็ยังมีข้อจำกัดเช่นกันเพราะไม่สามารถเก็บหนังตาส่วนเกินและถุงไขมัน(ถ้ามี)ออกไปได้ วิธีนี้จึงเหมาะกับผู้ที่มีตาชั้นเดียว ไม่มีถุงไขมันมากนัก ซึ่งโดยมากแล้วก็จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นวัยหนุ่มสาว , ผู้ที่มีหนังตาไม่เป็นชั้นที่ชัดเจนมีหลายชั้นซ้อนกันอยู่หรือผู้ที่เคยทำการกรีดตามาแล้วและชั้นตาตกลงมา ความเข้าใจผิดเรื่องการเย็บสามจุด ชั้นตาไม่ถาวร อันนี้ไม่จริง เนื่องจากการเย็บชั้นตาเป็นการเย็บชั้นกล้ามเนื้อที่ใช้ลืมตาเข้ากับหนังตา ดังนั้นการเย็บที่ถูกต้องจะทำให้เกิดชั้นตาที่ถาวร แม้ว่าอาจมีบางกรณีที่ไหมหลุดทำให้ชั้นตาหายไปซึ่งก็เป็นส่วนน้อย ทำให้ตาดูโตขึ้น อันนี้ขึ้นกับเทคนิกในการเย็บซึ่งจะมีรายละเอียดที่แตกต่างจาการเย็บตาสองชั้นโดยทั่วไป แก้หางตาตกได้ อันนี้ไม่จริง เนื่องจากหางตาที่ตกเป็นผลของระดับหางคิ้วที่ต่ำไม่ใช่หนังตา เพียงแต่ว่าการทำให้ตาดูมีสองชั้นหรือสองชั้นที่สูงกว่าเดิมก็ดูเสมือนหนึ่งหางตาตกน้อยลงเท่านั้นเอง เย็บห้าจุดดีกว่าเย็บสามจุด อันนี้คงไม่ใช่ประเด็น เพราะถ้าเย็บแค่สามจุดแล้วได้ผล จะเจ็บตัวเย็บห้าจุดทำไม มีบางรายเท่านั้นที่จำเป็นต้องเย็บมากกว่าสามจุด คงพอจะคลายความสงสัยไปได้บ้างนะ ส่วนจะเลือกวิธีไหนที่เหมาะกับเราคงต้องคุยกับคุณหมอของท่านเป็นหลักครับ