Nov 14

รีวิวศัลยกรรมน่าเชื่อจริงหรือ

รีวิวศัลยกรรมน่าเชื่อจริงหรือ
รีวิวศัลยกรรมบังเอิญได้อ่านกระทู้ในPantipที่ถูกส่งต่อมา ว่าด้วยเรื่องของการเชื่อในรีวิวมากจนเกินไป สุดท้ายต้องผิดหวังกับผลงาน ไม่เหมือนกับที่ดูในรีวิว แถมต้องจ่ายมากกว่าปกติหลายเท่า
การรีวิวเรื่องศัลยกรรมเป็นเรื่องดีที่จะช่วยให้ข้อมูลกับผู้ที่กำลังจะไปทำศัลยกรรมนั้นๆ ได้เข้าใจเรื่องที่ตนเองกำลังจะเจอ อีกทั้งยังสามารถประเมินผลงานของแพทย์ท่านนั้นได้ด้วยว่าเราชื่นชอบในผลงานหรือไม่ แต่การรีวิวนั้นจะต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจของผู้รีวิวไม่ว่าจะเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งส่วนมากมักจะได้อ่านแต่ข้อดีมากกว่า เพราะถ้าไม่ได้ผลแล้วมักจะไม่อยากประจานตนเอง นอกจากจะคับข้องใจจริงๆเท่านั้น
แต่เนื่องจากในปัจจุบันการตลาดเข้าครอบงำวงการแพทย์ค่อนข้างมากถึงมากจนเกินไป โดยเฉพาะวงการแพทย์ความงาม ทำให้ละเลยการประกอบวิชาชีพอย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม การรีวิวส่วนหนึ่ง(อาจเป็นส่วนใหญ่?)จึงเกิดจากการจัดตั้งขึ้นด้วยกลไกการตลาดที่แยบยลอย่างเป็นระบบ มีนัก Review และ Blogger รับจ้างเกิดขึ้นมากมายเพื่อแลกกับผลประโยชน์บางอย่าง ทำให้ข้อมูลที่ได้รับนั้นถูกบิดเบือนไปอย่างสิ้นเชิง หลายๆคนที่หลงเชื่อจึงกลายเป็น “เหยื่อ” โดยไม่รู้ตัว

อัตราการรีวิวแสดงถึงความสามารถของแพทย์ใช่หรือไม่
มีแพทย์ที่มากด้วยความสามารถจำนวนมากในเมืองไทยที่มีคนรีวิวน้อยมาก อาจเนื่องด้วยแพทย์เหล่านั้นไม่ได้ต้องการใช้การตลาดนำความสามารถของตน หรือกลุ่มคนไข้ที่ใช้บริการอยู่ไม่อยู่ในกลุ่มที่ชอบมานั่งเขียนรีวิวเรื่องของตนเองให้ผู้อื่นได้รับรู้ แต่แพทย์เหล่านั้นก็ยังมีคนไข้จำนวนมากที่เข้ามารับคำปรึกษาและบริการ สืบเนื่องจากการบอกต่อ (Word of mouth)ด้วยผลงานที่ดี จำนวนการรีวิวจึงไม่ได้บ่งบอกหรือมีความหมายใดๆทั้งสิ้น โดยเฉพาะไม่ได้การันตีผลที่จะออกมาอย่างแน่นอน

แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ
การรับรู้ข้อมูลอย่างมี “สติ” เท่านั้นจึงจะช่วยให้เรารอดจากการเป็นเหยื่อนี้ได้ อ่านได้ รับรู้ได้ แต่ต้องเตือนตนอยู่เสมอว่า คนที่เห็นในภาพ เป็นคนละคนกับตัวเรา คนละปัญหากับเราภาพที่เราเห็นอาจถูกคัดเลือกมาก่อนแล้ว เป็นต้น ในรีวิวจะว่าอย่างไรช่างเค้า รับรู้เป็นแนวทางก็พอ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การได้ไปปรึกษาพูดคุยกับตัวแพทย์เอง ลองฟังดูความเห็นของท่าน ผลงานที่ท่านพอจะแสดงให้ดูได้ ถามทุกอย่างที่สงสัย คำถามประเภทดาราคนไหนเคยมาทำบ้าง เลิกได้แล้ว ไม่มีประโยชน์ เพราะหมอที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้ดารามาหากิน ท่านใช้ความสามารถเป็นหลัก จากนั้นจึงรวบรวมข้อมูลที่ได้มาเพื่อการตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง ถ้ายังรู้สึกว่าไม่ใช่ ก็อย่าเพิ่งด่วนทำ รอได้ แต่ถ้าเจอนักเชียร์ประจำคลินิก ทำหูหนักๆเข้าไว้ ฟังได้แต่อย่าเชื่อทั้งหมด เรื่องค่าใช้จ่ายก็ต้องคุยกันให้เรียบร้อย ไม่ใช่ไปบอกกันตอนกำลังทำอยู่หรือเสร็จแล้ว เดี๋ยวจะผิดใจกันเปล่าๆ
เวลาไปที่คลินิกก็ต้องดูว่าแพทย์ท่านนี้จบสาขาไหน โดยดูจากใบวุฒิบัตรของแพทยสภาเป็นหลัก ใบCertificate สำหรับการประชุม (Certificate of Attendant)ดูผ่านๆก็พอ ใบนี้เค้าแจกทุกคนที่มาประชุม ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก

ถ้าทำได้แค่นี้ ก็ช่วยให้การอ่านรีวิวมีประโยชน์มาก โอกาสที่จะเกิดการผิดพลาดหรือผิดหวังก็จะลดน้อยลง อย่างไรก็ตามก็ต้องไม่ลืมว่า ในโลกนี้ไม่มีคำว่า ร้อยเปอร์เซนต์สำหรับศัลยกรรม ครับ

Sep 23

กูรู หรือ กู(แค่)รู้

กูรู หรือ กู(แค่)รู้ 

kuruวันนี้มาฟังเรื่องเบาๆ ที่ไม่เกี่ยวกับวิชาการมากนัก ถือเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก็แล้วกัน

ในปัจจุบันเราจะเห็นโฆษณาในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับการแพทย์ความงามค่อนข้างมาก ทุกคนมักอ้างว่าตนเองเป็นแพทย์ผุู้เชี่ยวชาญ บางท่านพูดขนาดถึงว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอันดับต้นๆของเมืองไทยก็มี ไม่รู้ว่าใครจัดอันดับให้ เพราะวงการแพทย์ทั่วโลกไม่เคยมีระบบการจัดอันดับแบบนี้เลย ยกเว้นจะรู้เป็นการภายใน ว่าแพทย์ท่านไหนจะเชี่ยวชาญเรื่องใดเป็นพิเศษเท่านั้น ไม่ใช่การแต่งตั้งตนเอง บางท่านไปอบรมแค่ไม่กีวัน กลับมาขึ้นป้ายโฆษณาเป็นกูรูกันใหญ่ บางท่านไม่เคยทำหรือทำแค่ไม่กี่เคส การติดตามผลระยะยาวๆก็ไม่เคยเห็น กลับตั้งตนเป็นเจ้าพ่อเปิดอบรมกันใหญ่ ถ้ามันง่ายขนาดนั้น คงไม่ต้องมีการเรียนเป็นแพทย์เฉพาะทางกันแล้ว จริงมั้ยครับ

เรามารู้จักคำต่างๆที่ใช้กันในวงการ จะได้รู้ว่าใครเป็นกูรูตัวจริง
ในกรณีที่แพทย์ท่านนั้นเป็นแพทย์เฉพาะทาง จะต้องได้ วุฒิบัตรหรืออนุมัตบัตรที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภาในสาขาวิชานั้นๆ ในทางการแพทย์เรียกว่า ต้องมีBoard certified เพราะแพทย์แต่ละท่านต้องเข้ารับการฝึกอบรมเป็นแพทย์เฉพาะทางซึ่งต้องใช้เวลาในการศึกษาต่ออีก 3-5 ปีเป็นอย่างน้อย เช่น ศัลยแพทย์ตกแต่ง ก็ต้องมี Board certified of plastic surgery,แพทย์ผิวหนัง ก็ต้องมี Board certified of dermatology  เป็นต้น อันนี้ดูไม่ยาก แต่ถ้าอ้างตนเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่มีแค่ใบเข้าประชุมหรือใบCertification ที่ชอบติดกันตามคลินิกทั่วไป อันนั้นไม่เรียกว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญครับ เป็นใบที่แจกกันทั่วไปหลังการเข้าร่วมประชุม ซึ่งแจกทุกคน ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก

การโฆษณาว่าตนเองทำเวชปฎิบัติอะไรนั้น ไม่ถือเป็นความผิดหรือไม่เหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าหาได้อย่างถูกต้อง แต่การโฆษณาว่าตนเองเป็น Expert หรือกูรู ด้านนั้นด้านนี้ โดยที่ไม่มีสถาบันไหนรับรองนั้น ถือเป็นการหลอกลวง เป็นสิ่งที่แพทย์ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง

สำหรับผู้บริโภคเองก็ควรที่จะตระหนักให้มาก เนื่องจากสื่อต่างๆในปัจจุบันมีมาก บางสื่อยังถูกจัดตั้ง(ว่าจ้าง)ให้โปรโมตโดยหลีกเลี่ยงข้อเท็จจริงบางอย่าง  โดยเฉพาะ Web Board หรือ Blog ความงามต่างๆ ดังนั้นก่อนเข้ารับบริการจึงควรศึกษาให้ดีก่อน การเข้าพูดคุยปรึกษาในเรื่องที่เราสนใจกับแพทย์โดยตรง (ย้ำ แพทย์โดยตรง) เป็นสิ่งที่พอจะบอกได้เบื้องต้น การดู ใบวุฒิบัตรหรืออนุมัตบัตรก็เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง อย่ามัวแต่ดูหรือนับจำนวนใบเข้าประชุม ( Certificated of attendant) อันนี้จะถูกหลอกเอาได้ แต่ถ้ามีทั้งสองส่วนก็จะเพิ่มความมั่นใจว่าแพทย์เฉพาะทางท่านนั้นมีการอัปเดตตัวเองอยู่ตลอดเวลา

การเข้ารับบริการจากแพทย์เฉพาะทางตัวจริง แม้ว่าจะไม่ได้การันตีความถูกใจของเรา 100% แต่อย่างน้อยก็อุ่นใจได้ว่าไม่ได้เป็นแพทย์ทั่วไปหรือแพทย์จบใหม่ เวลามีปัญหาก็สามารถแก้ไขได้ เพราะการได้มาซึ่งใบวุฒิบัตรนั้นมันยากมากๆ จึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการประกอบวิชาชีพ อีกทั้งยังมีสมาคมแพทย์เฉพาะทางด้านนั้นๆควบคุมอีกต่อหนึ่งด้วย

ดังนั้นก่อนการตัดสินใจใดๆ ควรแยกแยะ กูรู ออกจาก กู(แค่)รู้ ก็สามารถช่วยลดปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ส่วนใครชอบใครก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล ขอให้โชคดีและมีความสุขกับการรับบริการครับ

Sep 18

จมูกโต(2)

จมูกโต (2)

nasal boneดังที่กล่าวแล้วสาเหตุของจมูกโตมีได้หลายอย่างตั้งแต่ ฐานกระดูกกว้าง กระดูกอ่อนบาน ไขมันเยอะและผิวหนังหนา เรื่องฐานกระดูกกว้างได้พูดไว้แล้วในจมูกโต(1) ใครสนใจย้อยกลับไปดูได้ของเดือน Mar 2014

คราวนี้เรามาดูส่วนอื่นกันบ้าง
กระดูกอ่อนบาน
ปลายจมูกของเรานั้นจะประกอบด้วยกระดูกอ่อน 2 ส่วนคือส่วนบน(Upper Lateral Cartilage) และส่วนปลายปีก (Alar Cartilage) ส่วนที่เกี่ยวข้องกับจมูกที่โตคือกระดูกอ่อนส่วนปลายปีกที่มีลักษณะะคล้ายปีกนกที่แผ่ออกไปสองด้าน ถ้าแผ่กว้าง ปลายจมูกก็จะบานหรือใหญ่ รายที่กางไม่มากปลายจมูกก็จะยกขึ้นและดูเล็กกว่า ซึ่งคนเอเชียอย่างเราๆนั้นมักมีกระดูกอ่อนที่เล็กและกางกว่าคนยุโรป (Caucasian) ทำให้ปลายจมูกของเราดูโตและเตี้ยกว่า
การแก้ไข
ต้องใช้วิธีที่เรียกว่า ศัลยกรรมจมูกแบบเปิด (Open rhinoplasty ) เพื่อตรวจดูลักษณะของกระดูกอ่่อนที่มีอยู่ จากนั้นจึงทำการปรับแต่งกระดูกอ่อนส่วนปลายปีกด้วยการเย็บให้ได้รูปที่เล็กลง ซึ่งมักจะต้องนำกระดูกอ่อนจากหลังใบหูมาร่วมด้วยเสมอ วิธีนี้นอกจากจะทำให้ปลายจมูกเล็กลงแล้ว ยังทำให้จมูกดูยาวขึ้นได้อีกด้วย การผ่าตัดรักษาด้วยวิธีนี้ศัลยแพทย์ต้องมีความชำนาญมากๆ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้จมูกเสียรูปแบบถาวรได้

ไขมันเยอะ
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าจมูกที่โตนั้นเกิดจากไขมันที่เยอะ เมื่อขูดออกแล้วจะทำให้จมูกเล็กลง จริงอยู่ แม้ว่าไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้จมูกดูโตได้  แต่ก็ไม่ได้หนามากๆจนเป็นสาเหตุหลักอย่างที่เข้าใจกัน แถมยังพบน้อยกว่ากรณีกระดูกอ่อนบานเสียอีก
การแก้ไขก็คือการเอาไขมันส่วนเกินออก ซึ่งมักจะได้ไม่มากนัก เพราะถ้าเอาออกมากๆ ผิวหนังจะบางเกินไป ทำให้ผิวหนังขาดเลือดไปเลี้ยงและตายได้ ที่สำคัญการเอาไขมันออก จะทำให้เกิดพังพืดมาแทนซึ่งบวกลบคูณหารแล้วจมูกก็ไม่ได้เล็กลงมากนัก

ผิวหนังหนา
เปรียบได้กับคนผอมที่ใส่เสื้อโค๊ทหนาๆ รูปร่างจะสวยเพียงใดก็มองไม่ออก การแก้ไข แทบทำไม่ได้เลยไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆทั้งสิ้น

นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว ก็จะมีอีกสาเหตุหนึ่งซึ่งพบมากขึ้นเรื่อยๆได้แก่ การฉีดฟิลเล่อร์ซ้ำๆหลายๆครั้ง จนทำให้พังพืดก่อตัวหนาขึ้นเรื่อยๆ เหมือนคนที่มีผิวหนังหนานั่นเอง ซึ่งการแก้ไขก็จะทำได้ค่อนข้างยากเช่นกัน

โดยสรุป การแก้ไขจมูกโตเป็นเรื่องของทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องมีความเข้าใจในเรื่องกายวิภาค การวิเคราะห์อย่างแม่นยำ รวมทั้งประสบการณ์ของแพทย์ และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือความอดทนของคนไข้ ที่จะต้องทำใจรอผลการรักษาเป็นระยะเวลาหนึ่ง(1-3 เดือน) เพื่อให้ผิวหนังเซ็ตตัวเองอีกครั้งหนึ่ง งานนี้คนใจร้อนทำไม่ได้ครับ

Older posts «