Mar 25

วิธีไหนเหมาะกับถุงใต้ตา

วิธีไหนเหมาะกับถุงใต้ตา
eyebagเป็นคำถามที่มักคาอยู่ในใจของผู้คนจำนวนมากที่เริ่มรู้สึกว่า ตัวเองมีถุงนูนใต้ตา ดูแล้วไม่สดชื่น บางท่านว่าดูแล้วแก่ก็มี ถ่ายรูปทีไรเห็นทุกที อยากเอาออกให้เรียบกริ๊บเหมือนเดิม แต่พอไปศึกษาข้อมูลในกระทู้ต่างๆ ก็ต้องถอยกรูดเพราะบอกว่าทำแล้วตาจะปลิ้นจะแหก ก็เลยไปให้หมอฉีดเติมร่องใต้ตาเพื่อให้ตัวถุงนั้นดูกลืนๆกันไป แต่ผลที่ได้ กลับมีอีกก้อนขึ้นมาแทน ทีนี้จะเอาไงดีล่ะ

ก่อนที่จะเลือกวิธีที่เหมาะสม คงต้องทำความเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับถุงใต้ตากันก่อน

 

ถุงใต้ตาVSร่องใต้ตา
คนส่วนมากมักเข้าใจผิดว่าทั้ง2เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน ความจริงแล้วเป็นคนละเรื่องกัน เพียงแต่สามารถมีผลต่อกันได้ การที่เรามีถุงใต้ตามากๆก็ทำให้เกิดเงาหรือร่องที่ขอบถุงด้านล่างได้ ส่วนกรณีร่องตาลึกก็ทำให้รู้สึกได้ว่าเนื้อบริเวณใต้ตาเป็นถุงๆทั้งๆที่ไม่มี อย่าว่าแต่คนไข้เลย หมอบางท่านก็ยังแยกไม่ออกเหมือนกัน แต่โดยภาวะที่พบส่วนมากแล้วจะมีทั้ง2กรณีอยู่ด้วยกันขึ้นอยู่กับว่าอันไหนมากกว่ากัน ดังนั้นการวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงสำคัญมากสำหรับกรณีนี้ เพราะถ้าวินิจฉัยผิด ก็จะซ้ำเติมปัญหาเข้าไปอีก เช่นไปเอาถุงออกในกรณีที่ร่องตาลึก ก็จะทำให้ตาโบ๋ไปเลย หรือฉีดฟิลเล่อร์ร่องตาทั้งๆที่เป็นร่องจากถุงใต้ตาก็จะทำให้บริเวณนี้หนาตุ่ยดูเป็นถุงมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าเป็นถุงใต้ตาหรือร่องใต้ตา หรือเป็นทั้งสองอย่าง แนะนำปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยวิเคราะห์ให้ก่อนจะดีกว่า

ถุงใต้ตา VS หนังใต้ตาหย่อน
นี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่มักทำให้คนสับสน คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเมื่อเอาถุงใต้ตาออกแล้ว ผิวหนังใต้ตาจะตึงขึ้น ซึ่งไม่ใช่ ผิวหนังที่เกินอยู่หลังจากเอาถุงออกไปแล้ว หดได้บ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นในกรณีที่ผิวหนังหย่อนยานหรือมีริ้วรอยอยู่แล้ว การเอาถุงออกอย่างเดียวจะทำให้ผิวหนังหย่อนตัวมากขึ้น โดยเฉพาะเวลายิ้ม ดังนั้นในกรณีนี้ จึงควรผ่าตัดจากด้านนอกเพื่อที่จะเก็บถุงไขมันและหนังส่วนเกินออกไปพร้อมกัน ผิวหนังใต้ตาก็จะเรียบและกระชับมากขึ้น แต่ถ้าเป็นถุงอย่างเดียวไม่มีหนังหย่อนคล้อย หรือมีเล็กน้อย แนะนำเป็นการผ่าตัดจากด้านในด้วยแสงเลเซอร์จะดีที่สุด เนื่องจากไม่มีแผลให้เห็น และหายเร็วกว่า

ถุงใต้ตาVSตาคล้ำ
คนส่วนมากคิดว่าเอาถุงใต้ตาออกแล้วตาจะหายตล้ำ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากภาวะตาคล้ำเกิดจากสีที่ผิวเข้มกว่าปกติ เกิดจากสาเหตุต่างๆกัน เช่น ภูมิแพ้ กรรมพันธ์ุ หรืออดนอน เป็นต้น จะมีเพียงบางรายเท่านั้นที่มีถุงใหญ่มากจนเกิดเป็นเงา เมื่อเอาถุงออกแล้วเงาลดลง ทำให้ดุเหมือนว่ารอยคล้ำลดลงไปด้วย

ดังนั้นวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับถุงใต้ตาจึงขึ้นอยู่กับปัญหาของคนไข้เป็นหลัก ถ้ามีแค่ถุงไม่มีหนังเกินวิธีผ่าตัดจากด้านในด้วยแสงเลเซอร์ดีสุด ถ้ามีหนังเกินเล็กน้อยร่วมด้วยวิธีเลเซอร์ยังพอไหว แต่ถ้าหนังเกินมากการผ่าตัดจากด้านนอกดีกว่า ในกรณีที่มีร่องตาลึกร่วมด้วยและต้องการให้บริเวณนี้เรียบการเติมไขมันก็มีความจำเป็นเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม คงต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่เราต้องตัดสินใจเองครับ

Jan 27

เสริมหน้าผากผ่านกล้อง

endoforehead_silicone
เสริมหน้าผากผ่านกล้อง (Endo-Forehead Augmentation)

แม้ว่าหน้าผากเป็นส่วนที่อยู่ส่วนบนสุดของใบหน้าแต่มักได้รับความสำคัญเป็นอันดับท้ายๆรองจากตา จมูก ปาก คางและแก้ม จนเมื่อส่วนอื่นของใบหน้าถูกแก้ไขจนได้ที่แล้ว จึงหันกลับมามองกันที่หน้าผากอีกครั้งหนึ่ง ในความจริงแล้วหน้าผากมีส่วนสำคัญไม่น้อยเลย ต่อความงามและสัดส่วนที่ลงตัวของใบหน้า นอกจากความสูงของหน้าผากที่ควรได้ประมาณ 1/3ของความยาวใบหน้าแล้ว ความโหนกนูนหรือProjection ก็มีความสำคัญไม่น้อย เพื่อให้รับกับความโด่งของจมูก โหนกแก้มและ คาง ที่เรียกันว่า S-Line เมื่อมองจากด้านข้าง

การแก้ไขเพื่อความลงตัวของหน้าผาก (Forehead Harmonization)
ในปัจจุบันการแก้ไขความบกพร่องของหน้าผากทำได้ไม่ยากเลย มีตั้งแต่การฉีดเติมเต็มหน้าผากด้วยการใช้สารเติมเต็ม(Filler) ,การเติมเต็มด้วยไขมัน(Microfat transfer),
การผ่าตัดเสริมหน้าผากด้วยแผ่นซิลิโคนหรือซีเมนต์เทียม เป็นต้น ในแต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป

การฉีดเติมเต็มด้วยฟิลเล่อร์
ข้อดี ทำได้ง่าย บวมช้ำน้อยกว่าวิธีอื่นๆ เติมแก้ไขได้ง่าย
ข้อเสีย ค่าใช้จ่ายสูง ต้องเติมบ่อยๆ มีโอกาสเป็นคลื่นๆได้ถ้าเติมไม่ถูกวิธีหรือเติมซ้ำหลายๆครั้ง แก้ไขได้ยากมากถ้าเป็นสารเติมเต็มชนิดถาวร มีโอกาสแพ้สารที่เติมหรืออนุภาคสารเติมเต็มไปอุดหลอดเลือดที่สำคัญทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นขาดเลือดไปเลี้ยงหรือตาบอดได้

การเติมเต็มด้วยเซลไขมัน
ข้อดี เป็นเซลไขมันของเราเอง ,ไม่แพ้แน่นอน, สามารถเติมได้ในปริมาณมากๆ
ข้อเสีย ในกรณีเซลไขมันที่เติมสลาย(Resorbtion)ไม่เท่ากัน ทำให้เกิดเป็นคลื่นไม่เรียบ อาจต้องทำมากกว่าหนึ่งครั้งเพื่อปรับผิวให้เรียบ,ทุกครั้งที่เติมต้องดูดไขมันใหม่ การแก้ไขจึงทำได้ยากกว่า

การผ่าตัดเสริมด้วยซิลิโคนแผ่น(แบบเก่า)
ข้อดี ผิวเรียบ สามารถเลือกความนูนได้เท่าที่ต้องการ, คงรูป ไม่ต้องทำซ้ำ
ข้อเสีย มีแผลผ่าตัดที่หนังศรีษะยาว, พักฟื้นนานกว่า อาจเห็นขอบของซิลิโคนได้ ถ้าผิวหน้าบางหรือผอมลง ค่าใช้จ่ายสูงกว่า

การผ่าตัดเสริมด้วยซีเมนต์เทียม
ข้อดี คล้ายกับการผ่าตัดด้วยซิลิโคนแผ่น
ข้อเสีย แผลผ่าตัดยาวเหมือนที่คาดผม ,การปรับให้ผิวเรียบทำได้ยากกว่า บวมช้ำมากกว่า จึงไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ยกเว้นงานแก้ไขกระดูกยุบจากอุบัติเหตุเท่านั้น

ในปัจจุบันมีการใช้สารเติมเต็มกันอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับการเติมเต็มด้วยเซลไขมัน แต่ปัญหาที่พบตามมาและมักไม่ค่อยมีการพูดถึงกัน(ก่อนเติม) คือความไม่เรียบของผิวหน้าผาก(Uneveness) มักเป็นคลื่นๆ(Wavy)ให้เห็นได้ โดยเฉพาะเวลากระทบกับแสงไฟ ยิ่งมีการเติมบ่อยครั้งโอกาสที่จะเกิดเป็นคลื่นๆก็มีมากขึ้น เนื่องจากพังพืดที่เกิดขึ้นตามมา

การผ่าตัดเสริมหน้าผากด้วยซิลิโคนแผ่นรุ่นใหม่ผ่านกล้อง (Endo_Forehead Augmentation)
ซิลิโคนแผ่นรุ่นใหม่มีการพัฒนาไปมาก มีความนิ่มและมีหลายขนาดให้เลือก หรือจะสั่งทำ(Custom made)ให้เหมาะกับใบหน้า ก็สามารถทำได้ ด้วยการใช้ภาพจาก computer scan หรือการพิมพ์แบบหน้าผากด้วยปูนพลาสเตอร์. มีขอบที่บางทำให้เห็นรอยต่อน้อยลง การใช้ซิลิโคนแผ่นรุ่นใหม่จึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ. โดยเฉพาะในประเทศเกาหลีที่มีการเสริมหน้าผากมากที่สุดในขณะนี้ เพราะสามารถแก้ไขปัญหาผิวไม่เรียบของสารเติมเต็มหรือไขมันได้เป็นอย่างดี และเป็นการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว

ทำไมต้องผ่าตัดผ่านกล้อง
การผ่าตัดเสริมหน้าผากโดยทั่วไป ต้องกรีดแผลยาวประมาณ 5 ซม.จากไรผมถึงกลางกระหม่อม ทำให้มีแผลเป็นยาว การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ไม่สามารถมองเห็นเนื้อเยื่อภายในได้ (Blind dissection) ทำให้มีโอกาสที่เครื่องมือจะโดนเส้นเลือดหรือเส้นประสาทที่สำคัญโดยเฉพาะบริเวณเหนือคิ้วได้ เกิดเลือดออกเลือดคั่ง หรืออาการชาบริเวณหน้าผากได้
ดังนั้นการใช้กล้องขนาดเล็กมาช่วยในการผ่าตัด(Endoscopic surgery) นอกจากจะช่วยเรื่องขนาดแผล ที่สามารถเล็กลงเหลือแค่ 1-2 ซม แล้ว ยังทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บต่อเส้นเลือดและเส้นประสาทดังกล่าวได้อีก เนื่องจากเราสามารถมองเห็นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังได้อย่างชัดเจนผ่านจอทีวี ความละเอียดในการผ่าตัดและความปลอดภัยจึงมีมากกว่า โอกาสบวมช้ำน้อยกว่า และหายเร็วกว่า

การผ่าตัดเสริมหน้าผากผ่านกล้องเป็นนวัตกรรมการผ่าตัดสมัยใหม่ที่ สยามสวอน คลินิก นำมาใช้ในเมืองไทยเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งในอนาคตการผ่าตัดวิธีนี้จะกลายเป็นมาตรฐานสำหรับการผ่าตัดเสริมผน้าผาก เช่นเดียวกับการดึงหน้าผากผ่านกล้องที่ได้กลายเป็นมาตรฐานสากลไปแล้ว

Jan 14

ผ่าตัดจมูกแบบเปิด

ผ่าตัดจมูกแบบเปิด(Open Rhinoplasty)
open_rhinoโดยทั่วไปการผ่าตัดเสริมจมูกจะเป็นแบบปิด(Closed Rhinoplasty) โดยจะมีแผลผ่าตัดอยู่ริมด้านในของจมูก อาจมีหนึ่งหรือสองด้านก็ได้ขึ้นกับความถนัดของศัลยแพทย์เป็นหลัก วิธีนี้มักจะใช้กับการเสริมแท่งซิลิโคนโดยทั่วไป หรือการเสริมด้วยเนื้อเยื่อของเราเองเช่นไขมันหรือแผ่นหนังเป็นต้น ข้อจำกัดของวิธีนี้คือไม่สามารถมองเห็นโครงสร้างที่อยู่ภายในได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระดูกอ่อนและชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

การผ่าตัดจมูกแบบเปิด (Open Rhinoplasty) เป็นการผ่าตัดที่มีแผลเพิ่มบริเวณแนวกลางของจมูก (Columalla ) เพื่อเชื่อมต่อแนวแผลริมด้านในของจมูกทั้งสองด้าน ทำให้เราสามารถพลิกผิวหนังปลายจมูกขึ้น (คล้ายกับการเปิดกระโปรงท้ายรถ)ทำให้เราสามารถมองเห็นโครงสร้างของกระดูกอ่อนและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังได้อย่างชัดเจน จึงเหมาะสำหรับกรณีที่ต้องการแก้ไขปลายจมูกที่ใหญ่ให้เล็กและเรียวขึ้น เนื่องจากเราสามารถจัดโครงสร้างกระดูกอ่อนใหม่พร้อมทั้งลดความหนาของผิวหนังปลายจมูกลงได้ อีกทั้งยังสามารถยืดปลายจมูกให้ยาวขึ้นได้ด้วยการนำกระดูกอ่อนจากส่วนอื่น เช่น ผนังกั้นจมูกหรือใบหูมาต่อบริเวณปลายจมูก ที่เรียกว่า การยืดปลายจมูก (Septal extension graft) เพื่อให้จมูกยาวขึ้นหรือการทำจมูกแบบหยดน้ำ

วิธีการผ่าตัดแบบเปิดยังมีประโยชน์ในกรณีที่มีความผิดปกติของโครงสร้างภายในจมูกแต่กำเนิดเช่น จมูกผิดรูปจากโรคปากแหว่งเพดานโหว่ หรือในกรณีที่มีการฉีดสารเติมเต็มชนิดไม่สลายแล้วตกค้างเช่นพวกซิลิโคนเหลวหรือสารอควอมิด (Aquamid) หรือกรณีที่พบบ่อยกว่าคือการแก้ไขจมูกที่เสริมมาแล้วหลายครั้งจนพังผืดหนา จำเป็นต้องตัดพังผืดออกก่อนเพื่อให้จมูกดูเล็กลง เป็นต้น
การทำผ่าตัดจมูกแบบเปิดจำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณนี้คนค่อนบอบบาง โอกาสผิดรูปมีได้สูงถ้าแพทย์ผ่าตัดไม่มีความรู้ด้านกายวิภาคบริเวณนี้ดีมากพอ อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดแผลเป็นที่เห็นได้ชัดด้วย

ดังนั้นการเลือกแพทย์เพื่อการทำศัลยกรรมจมูกแบบเปิดคงต้องดูให้ดีเป็นพิเศษ เนื่องด้วยปัจจุบันแพทย์ส่วนหนึ่ง(แพทย์ที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานแพทยสภา) มักชอบตั้งตัวเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามสื่อต่างๆกันมาก กรณีที่สงสัยสามารถสอบถามไปยังสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทยหรือแพทยสภาก่อนจะปลอดภัยกว่าครับ

Older posts «