Jan 27

เสริมหน้าผากผ่านกล้อง

endoforehead_silicone
เสริมหน้าผากผ่านกล้อง (Endo-Forehead Augmentation)

แม้ว่าหน้าผากเป็นส่วนที่อยู่ส่วนบนสุดของใบหน้าแต่มักได้รับความสำคัญเป็นอันดับท้ายๆรองจากตา จมูก ปาก คางและแก้ม จนเมื่อส่วนอื่นของใบหน้าถูกแก้ไขจนได้ที่แล้ว จึงหันกลับมามองกันที่หน้าผากอีกครั้งหนึ่ง ในความจริงแล้วหน้าผากมีส่วนสำคัญไม่น้อยเลย ต่อความงามและสัดส่วนที่ลงตัวของใบหน้า นอกจากความสูงของหน้าผากที่ควรได้ประมาณ 1/3ของความยาวใบหน้าแล้ว ความโหนกนูนหรือProjection ก็มีความสำคัญไม่น้อย เพื่อให้รับกับความโด่งของจมูก โหนกแก้มและ คาง ที่เรียกันว่า S-Line เมื่อมองจากด้านข้าง

การแก้ไขเพื่อความลงตัวของหน้าผาก (Forehead Harmonization)
ในปัจจุบันการแก้ไขความบกพร่องของหน้าผากทำได้ไม่ยากเลย มีตั้งแต่การฉีดเติมเต็มหน้าผากด้วยการใช้สารเติมเต็ม(Filler) ,การเติมเต็มด้วยไขมัน(Microfat transfer),
การผ่าตัดเสริมหน้าผากด้วยแผ่นซิลิโคนหรือซีเมนต์เทียม เป็นต้น ในแต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป

การฉีดเติมเต็มด้วยฟิลเล่อร์
ข้อดี ทำได้ง่าย บวมช้ำน้อยกว่าวิธีอื่นๆ เติมแก้ไขได้ง่าย
ข้อเสีย ค่าใช้จ่ายสูง ต้องเติมบ่อยๆ มีโอกาสเป็นคลื่นๆได้ถ้าเติมไม่ถูกวิธีหรือเติมซ้ำหลายๆครั้ง แก้ไขได้ยากมากถ้าเป็นสารเติมเต็มชนิดถาวร มีโอกาสแพ้สารที่เติมหรืออนุภาคสารเติมเต็มไปอุดหลอดเลือดที่สำคัญทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นขาดเลือดไปเลี้ยงหรือตาบอดได้

การเติมเต็มด้วยเซลไขมัน
ข้อดี เป็นเซลไขมันของเราเอง ,ไม่แพ้แน่นอน, สามารถเติมได้ในปริมาณมากๆ
ข้อเสีย ในกรณีเซลไขมันที่เติมสลาย(Resorbtion)ไม่เท่ากัน ทำให้เกิดเป็นคลื่นไม่เรียบ อาจต้องทำมากกว่าหนึ่งครั้งเพื่อปรับผิวให้เรียบ,ทุกครั้งที่เติมต้องดูดไขมันใหม่ การแก้ไขจึงทำได้ยากกว่า

การผ่าตัดเสริมด้วยซิลิโคนแผ่น(แบบเก่า)
ข้อดี ผิวเรียบ สามารถเลือกความนูนได้เท่าที่ต้องการ, คงรูป ไม่ต้องทำซ้ำ
ข้อเสีย มีแผลผ่าตัดที่หนังศรีษะยาว, พักฟื้นนานกว่า อาจเห็นขอบของซิลิโคนได้ ถ้าผิวหน้าบางหรือผอมลง ค่าใช้จ่ายสูงกว่า

การผ่าตัดเสริมด้วยซีเมนต์เทียม
ข้อดี คล้ายกับการผ่าตัดด้วยซิลิโคนแผ่น
ข้อเสีย แผลผ่าตัดยาวเหมือนที่คาดผม ,การปรับให้ผิวเรียบทำได้ยากกว่า บวมช้ำมากกว่า จึงไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ยกเว้นงานแก้ไขกระดูกยุบจากอุบัติเหตุเท่านั้น

ในปัจจุบันมีการใช้สารเติมเต็มกันอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับการเติมเต็มด้วยเซลไขมัน แต่ปัญหาที่พบตามมาและมักไม่ค่อยมีการพูดถึงกัน(ก่อนเติม) คือความไม่เรียบของผิวหน้าผาก(Uneveness) มักเป็นคลื่นๆ(Wavy)ให้เห็นได้ โดยเฉพาะเวลากระทบกับแสงไฟ ยิ่งมีการเติมบ่อยครั้งโอกาสที่จะเกิดเป็นคลื่นๆก็มีมากขึ้น เนื่องจากพังพืดที่เกิดขึ้นตามมา

การผ่าตัดเสริมหน้าผากด้วยซิลิโคนแผ่นรุ่นใหม่ผ่านกล้อง (Endo_Forehead Augmentation)
ซิลิโคนแผ่นรุ่นใหม่มีการพัฒนาไปมาก มีความนิ่มและมีหลายขนาดให้เลือก หรือจะสั่งทำ(Custom made)ให้เหมาะกับใบหน้า ก็สามารถทำได้ ด้วยการใช้ภาพจาก computer scan หรือการพิมพ์แบบหน้าผากด้วยปูนพลาสเตอร์. มีขอบที่บางทำให้เห็นรอยต่อน้อยลง การใช้ซิลิโคนแผ่นรุ่นใหม่จึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ. โดยเฉพาะในประเทศเกาหลีที่มีการเสริมหน้าผากมากที่สุดในขณะนี้ เพราะสามารถแก้ไขปัญหาผิวไม่เรียบของสารเติมเต็มหรือไขมันได้เป็นอย่างดี และเป็นการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว

ทำไมต้องผ่าตัดผ่านกล้อง
การผ่าตัดเสริมหน้าผากโดยทั่วไป ต้องกรีดแผลยาวประมาณ 5 ซม.จากไรผมถึงกลางกระหม่อม ทำให้มีแผลเป็นยาว การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ไม่สามารถมองเห็นเนื้อเยื่อภายในได้ (Blind dissection) ทำให้มีโอกาสที่เครื่องมือจะโดนเส้นเลือดหรือเส้นประสาทที่สำคัญโดยเฉพาะบริเวณเหนือคิ้วได้ เกิดเลือดออกเลือดคั่ง หรืออาการชาบริเวณหน้าผากได้
ดังนั้นการใช้กล้องขนาดเล็กมาช่วยในการผ่าตัด(Endoscopic surgery) นอกจากจะช่วยเรื่องขนาดแผล ที่สามารถเล็กลงเหลือแค่ 1-2 ซม แล้ว ยังทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บต่อเส้นเลือดและเส้นประสาทดังกล่าวได้อีก เนื่องจากเราสามารถมองเห็นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังได้อย่างชัดเจนผ่านจอทีวี ความละเอียดในการผ่าตัดและความปลอดภัยจึงมีมากกว่า โอกาสบวมช้ำน้อยกว่า และหายเร็วกว่า

การผ่าตัดเสริมหน้าผากผ่านกล้องเป็นนวัตกรรมการผ่าตัดสมัยใหม่ที่ สยามสวอน คลินิก นำมาใช้ในเมืองไทยเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งในอนาคตการผ่าตัดวิธีนี้จะกลายเป็นมาตรฐานสำหรับการผ่าตัดเสริมผน้าผาก เช่นเดียวกับการดึงหน้าผากผ่านกล้องที่ได้กลายเป็นมาตรฐานสากลไปแล้ว

Jan 14

ผ่าตัดจมูกแบบเปิด

ผ่าตัดจมูกแบบเปิด(Open Rhinoplasty)
open_rhinoโดยทั่วไปการผ่าตัดเสริมจมูกจะเป็นแบบปิด(Closed Rhinoplasty) โดยจะมีแผลผ่าตัดอยู่ริมด้านในของจมูก อาจมีหนึ่งหรือสองด้านก็ได้ขึ้นกับความถนัดของศัลยแพทย์เป็นหลัก วิธีนี้มักจะใช้กับการเสริมแท่งซิลิโคนโดยทั่วไป หรือการเสริมด้วยเนื้อเยื่อของเราเองเช่นไขมันหรือแผ่นหนังเป็นต้น ข้อจำกัดของวิธีนี้คือไม่สามารถมองเห็นโครงสร้างที่อยู่ภายในได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระดูกอ่อนและชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

การผ่าตัดจมูกแบบเปิด (Open Rhinoplasty) เป็นการผ่าตัดที่มีแผลเพิ่มบริเวณแนวกลางของจมูก (Columalla ) เพื่อเชื่อมต่อแนวแผลริมด้านในของจมูกทั้งสองด้าน ทำให้เราสามารถพลิกผิวหนังปลายจมูกขึ้น (คล้ายกับการเปิดกระโปรงท้ายรถ)ทำให้เราสามารถมองเห็นโครงสร้างของกระดูกอ่อนและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังได้อย่างชัดเจน จึงเหมาะสำหรับกรณีที่ต้องการแก้ไขปลายจมูกที่ใหญ่ให้เล็กและเรียวขึ้น เนื่องจากเราสามารถจัดโครงสร้างกระดูกอ่อนใหม่พร้อมทั้งลดความหนาของผิวหนังปลายจมูกลงได้ อีกทั้งยังสามารถยืดปลายจมูกให้ยาวขึ้นได้ด้วยการนำกระดูกอ่อนจากส่วนอื่น เช่น ผนังกั้นจมูกหรือใบหูมาต่อบริเวณปลายจมูก ที่เรียกว่า การยืดปลายจมูก (Septal extension graft) เพื่อให้จมูกยาวขึ้นหรือการทำจมูกแบบหยดน้ำ

วิธีการผ่าตัดแบบเปิดยังมีประโยชน์ในกรณีที่มีความผิดปกติของโครงสร้างภายในจมูกแต่กำเนิดเช่น จมูกผิดรูปจากโรคปากแหว่งเพดานโหว่ หรือในกรณีที่มีการฉีดสารเติมเต็มชนิดไม่สลายแล้วตกค้างเช่นพวกซิลิโคนเหลวหรือสารอควอมิด (Aquamid) หรือกรณีที่พบบ่อยกว่าคือการแก้ไขจมูกที่เสริมมาแล้วหลายครั้งจนพังผืดหนา จำเป็นต้องตัดพังผืดออกก่อนเพื่อให้จมูกดูเล็กลง เป็นต้น
การทำผ่าตัดจมูกแบบเปิดจำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณนี้คนค่อนบอบบาง โอกาสผิดรูปมีได้สูงถ้าแพทย์ผ่าตัดไม่มีความรู้ด้านกายวิภาคบริเวณนี้ดีมากพอ อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดแผลเป็นที่เห็นได้ชัดด้วย

ดังนั้นการเลือกแพทย์เพื่อการทำศัลยกรรมจมูกแบบเปิดคงต้องดูให้ดีเป็นพิเศษ เนื่องด้วยปัจจุบันแพทย์ส่วนหนึ่ง(แพทย์ที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานแพทยสภา) มักชอบตั้งตัวเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามสื่อต่างๆกันมาก กรณีที่สงสัยสามารถสอบถามไปยังสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทยหรือแพทยสภาก่อนจะปลอดภัยกว่าครับ

Nov 14

รีวิวศัลยกรรมน่าเชื่อจริงหรือ

รีวิวศัลยกรรมน่าเชื่อจริงหรือ
รีวิวศัลยกรรมบังเอิญได้อ่านกระทู้ในPantipที่ถูกส่งต่อมา ว่าด้วยเรื่องของการเชื่อในรีวิวมากจนเกินไป สุดท้ายต้องผิดหวังกับผลงาน ไม่เหมือนกับที่ดูในรีวิว แถมต้องจ่ายมากกว่าปกติหลายเท่า
การรีวิวเรื่องศัลยกรรมเป็นเรื่องดีที่จะช่วยให้ข้อมูลกับผู้ที่กำลังจะไปทำศัลยกรรมนั้นๆ ได้เข้าใจเรื่องที่ตนเองกำลังจะเจอ อีกทั้งยังสามารถประเมินผลงานของแพทย์ท่านนั้นได้ด้วยว่าเราชื่นชอบในผลงานหรือไม่ แต่การรีวิวนั้นจะต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจของผู้รีวิวไม่ว่าจะเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งส่วนมากมักจะได้อ่านแต่ข้อดีมากกว่า เพราะถ้าไม่ได้ผลแล้วมักจะไม่อยากประจานตนเอง นอกจากจะคับข้องใจจริงๆเท่านั้น
แต่เนื่องจากในปัจจุบันการตลาดเข้าครอบงำวงการแพทย์ค่อนข้างมากถึงมากจนเกินไป โดยเฉพาะวงการแพทย์ความงาม ทำให้ละเลยการประกอบวิชาชีพอย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม การรีวิวส่วนหนึ่ง(อาจเป็นส่วนใหญ่?)จึงเกิดจากการจัดตั้งขึ้นด้วยกลไกการตลาดที่แยบยลอย่างเป็นระบบ มีนัก Review และ Blogger รับจ้างเกิดขึ้นมากมายเพื่อแลกกับผลประโยชน์บางอย่าง ทำให้ข้อมูลที่ได้รับนั้นถูกบิดเบือนไปอย่างสิ้นเชิง หลายๆคนที่หลงเชื่อจึงกลายเป็น “เหยื่อ” โดยไม่รู้ตัว

อัตราการรีวิวแสดงถึงความสามารถของแพทย์ใช่หรือไม่
มีแพทย์ที่มากด้วยความสามารถจำนวนมากในเมืองไทยที่มีคนรีวิวน้อยมาก อาจเนื่องด้วยแพทย์เหล่านั้นไม่ได้ต้องการใช้การตลาดนำความสามารถของตน หรือกลุ่มคนไข้ที่ใช้บริการอยู่ไม่อยู่ในกลุ่มที่ชอบมานั่งเขียนรีวิวเรื่องของตนเองให้ผู้อื่นได้รับรู้ แต่แพทย์เหล่านั้นก็ยังมีคนไข้จำนวนมากที่เข้ามารับคำปรึกษาและบริการ สืบเนื่องจากการบอกต่อ (Word of mouth)ด้วยผลงานที่ดี จำนวนการรีวิวจึงไม่ได้บ่งบอกหรือมีความหมายใดๆทั้งสิ้น โดยเฉพาะไม่ได้การันตีผลที่จะออกมาอย่างแน่นอน

แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ
การรับรู้ข้อมูลอย่างมี “สติ” เท่านั้นจึงจะช่วยให้เรารอดจากการเป็นเหยื่อนี้ได้ อ่านได้ รับรู้ได้ แต่ต้องเตือนตนอยู่เสมอว่า คนที่เห็นในภาพ เป็นคนละคนกับตัวเรา คนละปัญหากับเราภาพที่เราเห็นอาจถูกคัดเลือกมาก่อนแล้ว เป็นต้น ในรีวิวจะว่าอย่างไรช่างเค้า รับรู้เป็นแนวทางก็พอ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การได้ไปปรึกษาพูดคุยกับตัวแพทย์เอง ลองฟังดูความเห็นของท่าน ผลงานที่ท่านพอจะแสดงให้ดูได้ ถามทุกอย่างที่สงสัย คำถามประเภทดาราคนไหนเคยมาทำบ้าง เลิกได้แล้ว ไม่มีประโยชน์ เพราะหมอที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้ดารามาหากิน ท่านใช้ความสามารถเป็นหลัก จากนั้นจึงรวบรวมข้อมูลที่ได้มาเพื่อการตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง ถ้ายังรู้สึกว่าไม่ใช่ ก็อย่าเพิ่งด่วนทำ รอได้ แต่ถ้าเจอนักเชียร์ประจำคลินิก ทำหูหนักๆเข้าไว้ ฟังได้แต่อย่าเชื่อทั้งหมด เรื่องค่าใช้จ่ายก็ต้องคุยกันให้เรียบร้อย ไม่ใช่ไปบอกกันตอนกำลังทำอยู่หรือเสร็จแล้ว เดี๋ยวจะผิดใจกันเปล่าๆ
เวลาไปที่คลินิกก็ต้องดูว่าแพทย์ท่านนี้จบสาขาไหน โดยดูจากใบวุฒิบัตรของแพทยสภาเป็นหลัก ใบCertificate สำหรับการประชุม (Certificate of Attendant)ดูผ่านๆก็พอ ใบนี้เค้าแจกทุกคนที่มาประชุม ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก

ถ้าทำได้แค่นี้ ก็ช่วยให้การอ่านรีวิวมีประโยชน์มาก โอกาสที่จะเกิดการผิดพลาดหรือผิดหวังก็จะลดน้อยลง อย่างไรก็ตามก็ต้องไม่ลืมว่า ในโลกนี้ไม่มีคำว่า ร้อยเปอร์เซนต์สำหรับศัลยกรรม ครับ

Older posts «