Jan 30

ทำไมต้องเสริมหน้าผากผ่านกล้อง

ทำไมต้องเสริมหน้าผากผ่านกล้อง
endoforeheadimplant การเสริมหน้าผากในปัจจุบัน มีด้วยกันหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเติมเต็ม พวกฟิลเล่อร์ ซึ่งทำได้ง่ายด้วยการฉีด แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องของการสลายตัวที่ไม่สม่ำเสมอ รวมถึงราคาที่สูงและต้องฉีดเติมบ่อยๆ อีกวิธีหนึ่งที่นิยมทำกันก็คือการเติมด้วยไขมันของเราเอง แม้ว่าไขมันจะอยู่ได้นานกว่าฟิลเล่อร์ แต่ในบางกรณีไขมันอาจจับตัวเป็นก้อนหรือสลายตัวไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไม่เรียบเท่าที่ควร จะสังเกตได้ชัดเวลากระทบกับแสง อาจต้องทำการฉีดเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และการแก้ไขในแต่ละครั้งก็ทำได้ค่อนข้างยาก
ด้วยนวัตกรรมการสร้างแผ่นซิลิโคนเฉพาะบุคคล (Custom made forehead implant) ทำให้แผ่นซิลิโคนเหมาะกับพื้นผิวหน้าผากในแต่ละราย สามารถกำหนดจุดนูน(Projection) ของหน้าผากได้ตามสัดส่วนของใบหน้า ทำให้การเสริมหน้าผากด้วยแผ่นซิลิโคนกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งหนึ่ง เพราะสามารถแก้ไขปัญหาซิลิโคนแบบเดิมๆได้ อาทิเช่น การแต่งซิลิโคนที่ไม่พอดีกับหน้าผาก ผิวซิลิโคนที่แต่งได้ไม่เรียบเนียนพอ เห็นขอบและรอยต่อของแผ่นซิลิโคนกับผิวหนังข้างเคียง แผ่นซิลิโคนที่แข็งเกินไป เป็นต้น

การใช้กล้องเข้ามาช่วยในการผ่าตัดดีอย่างไร
การผ่าตัดเสริมหน้าผากในปัจจุบันใช้วิธีที่เรียกว่า Blind technique หรือการผ่าตัดแบบมองไม่เห็นเนื้อเยื่อภายใน โดยผ่านแผลที่หนังศรีษะ แล้วใช้เครื่องมือกวาดเข้าใต้ผิวหนัง เพื่อสร้างช่องสำหรับการวางแผ่นซิลิโคน แม้ว่าเป็นวิธีที่สามารถทำได้ แต่ถือว่ามีความเสี่ยงอยู่เช่นกัน เนื่องจากไม่สามารถหลบเลี่ยงเส้นเลือดหรือเส้นประสาทที่สำคัญได้ อีกทั้งการสร้างช่อง(Pocket)สำหรับวางแผ่นซิลิโคนก็ใช้วิธีประมาณเอา ซึ่งแตกต่างจากการใช้กล้องขนาดเล็กเข้ามาช่วยในการผ่าตัด เนื่องจากกล้องมีขนาดเล็ก จึงไม่ได้เพิ่มขนาดของแผล อีกทั้งการใช้กล้องยังสามารถมองเห็นส่วนต่างๆใต้ผิวหนังได้อย่างชัดเจน โอกาสที่จะทำอันตรายกับเส้นเลือดหรือเส้นประสาทจึงไม่มี อีกทั้งยั้งสามารถเห็นขอบเขตภายในได้โดยรอบ ทำให้การสร้างช่องและการวางแผ่นซิลิโคนหน้าผากมีความแม่นยำลดปัญหาเรื่องรอยต่อได้ดีขึ้น

การผ่าตัดเสริมหน้าผากผ่านกล้อง (Endoscopic forehead implant) ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในเมืองไทย ที่สามารถทำได้เพียงไม่กีแห่งเท่านั้น เนื่องจากต้องอาศัยอุปกรณ์ชุดการผ่าตัดผ่านกล้องและความชำนาญของแพทย์ด้วยจึงจะสามารถทำได้

Dec 03

ศัลยกรรมที่ไม่เหมาะสม

ศัลยกรรมที่ไม่เหมาะสม
faceแม้ว่าศัลยกรรมความงาม จะเป็น เรื่องของความพึงพอใจเป็นหลัก แต่บางครั้งด้วยการที่เราไม่มีความรู้ทางการแพทย์ที่ดีพอ เราจึงถูกชักจูงให้ทำการรักษาหรือศัลยกรรมบางอย่างที่ไม่จำเป็นหรือไม่เหมาะสมได้ง่าย ยิ่งในปัจจุบันมีแพทย์จำนวนมากที่หันมาเอาดีทางด้านการรักษาและผ่าตัดความงาม มีการนำการตลาดมาใช้อย่างมากมาย มีการลดแลกแจกแถมเหมือนเป็นสินค้าหรือบริการโดยทั่วๆไป ผู้บริโภคบางท่านก็มักเคยชินกับการลดแลกแจกแถม จนลืมนึกไปว่าสิ่งที่กำลังได้รับนั้นมันเกิดผลกระทบกับเนื้อเยื่อร่างกายของเรา ซึ่งบางกรณีผลกระทบนั้นไม่สามารถจะแก้ไขได้เลย ไม่เหมือนกับการตัดผม ไม่ชอบไม่ถูกใจรอให้ผมยาวก็สามารถตัดทรงใหม่ได้ แต่เนื้อเยื่อร่างกายของเรานั้นเมื่อเสียแล้วก็จะเสียเลย อาจซ่อมแซมได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วแต่กรณี โดยเฉพาะที่ใบหน้านั้นไม่สามารถปกปิดไม่ได้เลย ยิ่งถ้ารักษาด้วยการผ่าตัด(Surgery) จำเป็นต้องพิจารณาผลที่จะตามมาให้มากๆ ไม่ใช่ทุกสิ่งอย่างที่ศัลยกรรมจะเนรมิตให้ได้ แพทย์ยิ่งมีประสพการณ์มากความกลัวก็ยิ่งเพิ่มเป็นเงาตามตัว ซึ่งตรงกันข้ามกับแพทย์ที่ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนด้านการผ่าตัดมาโดยตรงแต่อยากเป็นศัลยแพทย์ความงาม มักจะมองทุกย่างเป็นเรื่องง่ายไปหมด ดั่งสุภาษิตที่ว่า “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา” เราจึงได้พบปัญหาแทรกซ้อนจากการทำศัลยกรรมจำนวนมากมายและคงจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแพทย์เหล่านี้เรียนผูกเป็นอย่างเดียว แต่ไม่ได้เรียนการแก้ไขมาด้วย เพราะการแก้ไขนั้นจำเป็นต้องใช้ความรู้และทักษะมากกว่าการเรียนผูกเป็นไหนๆ และนี่คือเหตุผลที่ทำไมศัลยแพทย์ตกแต่งต้องเรียนกันนานถึง 5 ปี ไม่ใช่เป็นวันหรือสัปดาห์อย่างที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้

สำหรับงานศัลยกรรมความงามนั้น จริงอยู่แม้ว่าปัญหาเดียวกัน แพทย์แต่ละท่านอาจมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ก็ไม่ควรเกินเลยจากสิ่งที่ควรจะเป็นหรือมาตรฐานที่เค้าทำกันมากนัก ยกตัวอย่างเช่น คนไข้อายุ 60 ปี มีผิวหนังหย่อนยาน แต่ได้รับคำแนะนำให้เติมฟิลเล่อร์ทั่วหน้า แล้วบอกว่าได้ผลเท่ากับศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า หรือการแนะนำให้คนในวัยหนุ่มสาวทำการผ่าตัดยกคิ้วผ่านกล้องทุกราย ทั้งๆที่โอกาสในการยกตัวของคิ้วสำหรับวัยนี้นั้นมีน้อยมาก เนื่องจากผิวหนังยังไม่ได้หย่อนยานเท่าที่ควรจะต้องทำ เป็นต้น ทั้งสองกรณีคือตัวอย่างของ “ศัลยกรรมที่ไม่เหมาะสม
การรักษาด้วยการใช้ “ปัญหา” เป็นตัวตั้งกับการใช้ “วิธีการหรือเครื่องมือ” เป็นตัวตั้งนั้น ย่อมให้ผลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เครื่องมือและวิธีการเป็นสิ่งที่ถูกสร้างหรือออกแบบมาให้ใช้แก้ปัญหาบางอย่าง แต่มิได้ให้ใช้แก้ปัญหาทุกอย่างได้ แพทย์จึงไม่ควรเอาวิธีการหรือเครื่องมือมาแก้ปัญหาที่ไม่เหมาะสม เพียงเพื่อผลประโยชน์บางอย่างเท่านั้น

แล้วจะทำอย่างไรดี

วิธีการที่ได้ผลที่สุด นั่นก็คือปรึกษาหาข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ(จริง)หลายๆท่าน แล้วลองฟังความเห็นของท่านเหล่านั้นดู ว่าแนวโน้มไปทางใด แล้วจึงค่อยตัดสินใจ เราไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเลย อย่างหลงกลการตลาด อย่าหลงกลการลดแลกแจกแถมเป็นอันขาด เคยได้ยินหรือไม่ ลดได้ทั้งปีทั้งชาติ ตกลงแล้วตั้งราคาให้สูงไว้หลอกหรือเปล่า อย่าเพิ่งผูกมัดใดๆกับตัวเองถ้ายังไม่มีความมั่นใจหรือไม่เข้าใจ ไม่เช่นนั้นท่านอาจต้องเสียใจในภายหลัง

Nov 07

ศัลยกรรมกับความเสี่ยง

ศัลยกรรมกับความเสี่ยง
riskเมื่อพูดถึงเรื่องศัลยกรรม คนเรามักจะตีความไปได้ทั้งสองด้าน คือ มองเห็นคนที่ไปทำศัลยกรรมมาแล้วดูดี ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น กับอีกพวกหนึ่งคือไม่ประสพความสำเร็จจากการทำศัลยกรรม คือ ทำแล้ว ยังรู้สึกไม่พอใจ ไม่ได้อย่างที่คาดหวัง หรือ ทำแล้วมีปึัญหาตามมา ตั้งแต่เล็กน้อย จนถึงเกิดอาการผิดรูปหรือเสียโฉม หรือเสียชีวิตซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก

ทำไมศัลยกรรมจึงไม่ได้ผล 100 %
ศัลยกรรมถือเป็นหัตถการหรือการรักษาอย่างหนึ่งในทางการแพทย์ด้านศัลยศาสตร์ ซึ่งหมายถึงมีการกระทำต่อเนื้อเยื่อของร่างกายไม่ว่าจะเป็นเข็มหรือการผ่าตัดด้วยมีดหรือเครื่องมือใดๆก็ตามที่ยังผลต่อเนื้อเยื่อของเรา นักเรียนแพทย์ทุกคนจะถูกสอนมาเสมอว่าไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซนต์ใน Medicine ซึ่งนั่นหมายความว่าถึงแม้เราจะให้การรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ทุกประการ บางครั้งก็ไม่สามารถได้ผลร้อยเปอร์เซนต์เสมอไป เช่น ทานยาแก้ปวดก็ไม่ได้หมายความว่าจะหายปวดทุกครั้งหรือใช้ได้กับทุกคนเป็นต้น นอกจากนี้ยังเสี่ยงกับอาการข้างเคียงของยาหรือแพ้ยาในบางราย ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถรู้ได้ล่วงหน้า
ในแง่ของศัลยกรรมยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นไปอีก เนื่องจากมีการกระทำกับเนื้อเยื่อโดยตรง แน่ล่ะโดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นไปตามที่ควรจะเป็น แต่บางครั้งถึงแม้เราจะทำถูกขั้นตอนทุกอย่างแล้ว ก็อาจเกิดกรณีที่ไม่คาดฝันได้เสมอ  เนื่องจากเนื้อเยื่อของแต่ละบุคคลนั่นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถึงแม้เป็นครอบครัวเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลที่เหมือนกันทั้งหมด ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือเรื่องของพังผืด ทำไมบางคนแผลผ่าตัดหายเร็วแผลเรียบเนียน ทำไมบางคนแผลหายช้า,เป็นแผลเป็นไม่เรียบเนียนเท่าที่ควร ทั้งๆที่ได้รับการรักษาจากแพทย์ท่านเดียวกัน เป็นต้น

ความคาดหวังกับศัลยกรรม
คนส่วนมากมักคาดหวังผลสูงสุด ยิ่งในยุคของสามาร์ทโฟนด้วยแล้ว ยิ่งคาดหวังใหญ่เลยว่าออกมาแล้วต้องสวยสมบูรณ์แบบ สามารถถ่ายรูปโพสต์สวยในทุกมุมมอง โดยมักลืมไปว่า มันเป็นไปไม่ได้ มันจะฝืนกฎของธรรมชาติไม่ได้ ต่อให้หมอฝีมือดีอย่างไรก็ไม่สามารถควบคุมการหายของเนื้อเยื่อคนไข้ได้เลย จึงเกิดเป็นวิวาทะระหว่างคนไข้กับหมอในบางครั้งทั้งๆที่ผลโดยรวมจะออกมาดีก็ตาม แต่ก็ยังอยากให้ดีตามที่ตัวเองตั้งความหวังไว้แต่แรก ถ้าหมอเป็นเทวดาก็คงสามารถเนรมิตให้ได้ แต่นี่บังเอิญเป็นมนุษย์เหมือนกันจึงทำไม่ได้

ความเสี่ยงจากตัวแพทย์เอง
แน่ล่ะ แพทย์แต่ละท่านย่อมมีความสามารถและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน ดังนั้่นจะเหมารวมคงไม่ได้ ว่าถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นหมอแล้ว ทุกคนจะทำผ่าตัดชนิดเดียวกันแล้วผลจะออกมาดีเหมือนกัน โดยเฉพาะปัจจุบันแพทย์ทั่วไปและแพทย์สาขาอื่นๆส่วนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนด้านศัลยกรรมตกแต่งโดยตรง ได้หันมาทำศัลยกรรมกันค่อนข้างมาก บางท่านเพิ่งจบแพทย์เมื่อวานวันนี้กลายเป็นศัลยแพทย์ความงามผู้เชี่ยวชาญไปแล้วก็มี หรือบางท่านเข้าฝึกอบรมหนึ่งสัปดาห์กลับมา ติดประกาศนียบัตรว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็มาก ที่หนักกว่านั้นคือการใช่สื่อการตลาดจ้างคนไข้มาโพสต์เชียร์กันในสื่อออนไลน์ กรณีนี้น่ากลัวและอันตรายมากๆ เพราะถ้าเราไม่ศึกษาให้ดีแล้วจะกลายเป็น “เหยื่อ” และเกิดความเสี่ยงสูงมาก โดยเฉพาะกรณีที่ทำกันแบบโปรโมชั่น เนื่อเยื่อเราน่ะครับไม่ใช่สินค้าที่เสียแล้วซื้อใหม่ได้ การแก้ไขผลจากการทำศัลยกรรมที่ผิดพลาดจะยากมาก บางคร้้งอาจแก้ไขไม่ได้เลยก็มี

วิธีป้องกันและแก้ไข
การทำความเข้าใจกับความเสี่ยง การศึกษาข้อมูลเรื่องความเสี่ยง การพูดคุยกับแพทย์ถึงความเสี่ยง ที่สำคัญให้ตั้งใจ”ฟัง”ถึงความเสี่ยงเวลาที่หมออธิบายให้ฟัง เพราะคนไข้ส่วนมากมักจะคิดถึงความสวยงามที่จะเกิดขึ้นมาจากบ้าน เวลาหมออธิบายให้ฟังเรื่องความเสี่ยง คนไข้มักจะฟังผ่านๆ บางคนไม่ฟังด้วยซ้ำไป บอกให้หมอทำๆไปเถอะก็มี กรณีนี้จัดเป็นความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากคนไข้ไม่เข้าใจสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และถ้าลงเอยว่าผลไม่ได้เป็นไปดังที่หวัง ก็มักจะโทษว่าทำไมหมอไม่บอก ซึ่งความจริงก็บอกไปแล้ว แต่มักไม่ค่อยฟังกันในขณะนั้น กรณีนี้มีความแตกต่างกับคนต่างชาติโดยเฉพาะในแถบยุโรปหรืออเมริกาเป็นอย่างมาก พวกเขาจะพูดคุยเรื่องผลดี โดยเฉพาะผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างละเอียด และเมื่อได้ตัดสินใจทำแล้วก็พร้อมจะยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพราะเมื่อเขาอนุญาติให้หมอท่านใดทำศัลยกรรมให้แล้ว นั่นย่อมแสดงว่าเขาไว้ใจและเชื่อว่าหมอท่านนั้นจะทำให้เขาดีที่สุด พร้อมกับยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ร่วมกัน เพราะไม่มีหมอคนใดในโลกที่ไม่อยากให้ผลงานของตนเองออกมาดี ดังนั้นถ้าท่านยังไม่สามารถยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ ขอแนะนำว่าอย่าทำศัลยกรรมเด็ดขาด เพราะนั่นอาจทำให้ท่านเป็นทุกข์ในภายหลังได้

กล่าวโดยสรุปก็คือว่า ถ้าคิดอยากจะสวยด้วยศัลยกรรม นอกจากคิดเรื่องที่อยากจะได้แล้ว อย่าลืมศึกษาข้อมูลให้ละเอียด  อย่าคิดแต่เรื่องสวยอย่างเดียวต้องคิดถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นไว้ด้วย เลือกหมอที่จะปรึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจ ไม่แน่ใจปรึกษาหมอหลายๆท่าน ถ้าไม่แน่ใจอย่าเพิ่งทำ และถ้าต้องการความสมบูรณ์แบบอย่างเดียวโดยไม่ยอมรับความเสี่ยงใดๆเลย กรุณาอย่าได้เข้าไปข้องแวะกับศัลยกรรมโดยเด็ดขาด

Older posts «