Jun 16

ฉีดฟิลเล่อร์รักษาถุงใต้ตา

ฉีดฟิลเล่อร์รักษาถุงใต้ตา
fillerพอดีเมื่อเช้าได้รับเมล์สอบถามจากคนไข้ท่านหนึ่งว่า ตนเองนั้นมีปัญหาเรื่องถุงใต้ตา หมอแนะนำให้ฉีดฟิลเล่อร์หรือสารเติมเต็มเพื่อแก้ไขถุงใต้ตา ไม่แนะนำให้ผ่าตัดเอาถุงออก เนื่องจากจะทำให้ตาลึกโบ๋และดูแก่ เป็นความจริงหรือไม่

ก่อนจะตอบคำถามนี้ ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าถุงใต้ตาที่นูนออกมาให้เห็นนั้น เกิดจากสาเหตุใด ความจริงแล้วใต้ตาของเรานั้นจะมีก้อนไขมันอยู่เป็นปกติตั้งแต่เกิด แต่เนื่องจากว่ากล้ามเนื้อรอบดวงตานั้นมีความแข็งแรง คล้ายๆกับผนังกำแพง ทำให้ก้อนไขมันไม่สามารถดันตัวออกมาได้ เมื่อเราอายุมากขึ้นผนังกล้ามเนื้อนี้จะหย่อนตัวลงทำให้ถุงไขมันดันตัวออกมาให้เห็นได้ บางคนอาจมีประวัติในครอบครัวเรื่องถุงไขมันใต้ตา ก็อาจพบได้ตั้งแต่วัยรุ่น เนื่องจากจำนวนไขมันมีมากหรือผนังกล้ามเนื้อบางตั้งแต่กำเนิด เป็นต้น
เมื่อไขมันดันตัวออกมาแล้ว ก็ทำให้เกิดเป็นร่องหรือเงาใต้ถุงตา ทำให้ตาดู่อ่อนล้าไม่สดใส บางคนอาจมีร่องน้ำตา (Tear trough) ร่วมด้วย ยิ่งทำให้ดูเหนื่อยมากขึ้น

ดังนั้นการรักษาด้วยการเติมเต็มร่องน้ำตาหรือร่องใต้ถุงตา ด้วยการเติมฟิลเล่อร์ เพื่อให้ร่องใต้ตามีระดับเสมอกับถุงใต้ตานั้น จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อาจทำให้บริเวณนี้ดูอูมมากขึ้น เวลายิ้มอาจทำให้เห็นเป็นสองก้อน เนื่องจากไขมันและฟิลเล่อร์จะแยกกันอยู่ อีกทั้งฟิลเล่อร์ส่วนมากมีอายุประมาณหนึ่งปี คนไข้ก็ต้องกลับมาฉีดซ้ำอีก การฉีดครั้งถัดๆไปจะทำให้ความไม่เรียบเนียนมีโอกาสเกิดได้มากขึ้น เนื่องจากทุกครั้งที่ฉีดจะมีพังพืดเกิดขึ้นไม่มากก็น้อย เราจึงพบเสมอๆว่าคนไข้มักไม่พึงพอใจต่อการฉีดฟิลเล่อร์ซ้ำในครั้งถัดๆมา
อย่างไรก็ตามมิได้หมายความว่าฟิลเล่อร์ไม่มีข้อบ่งชี้ในบริเวณนี้ ในบางคนที่มีร่องน้ำตาน้อยๆโดยไม่มีถุงใต้ตา ก็สามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้ เพียงแต่ต้องยอมรับว่าต้องทำซ้ำเท่านั้น

สำหรับปัญหาเรื่องตาโบ๋หลังการผ่าตัดถุงใต้ตานั้น เป็นความบิดเบือนของคนทัี่ไม่เคยทำ หรือเคยเห็นผลงานจากหมอที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการผ่าตัดมากกว่า เพราะสำหรับศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญแล้ว ปัญหาเรื่องตาลึกโบ๋มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากไขมันไม่เคยถูกขุดรากถอนโคนออกจนหมด จะเอาออกเท่าที่จำเป็นเท่านั้น โดยคำนึงถึงความเรียบเนียนเป็นหลัก

กล่าวโดยสรุปก็คือ การผ่าตัดยังเป็นวิธีที่มาตรฐานในการรักษาเรื่องถุงใต้ตาอยู่ อย่าได้ให้ความเข้าใจผิดๆ ไม่ว่าจะเป็นตาลึกโบ๋ ตาแหกตาปลิ้น มาหลอกให้เราสับสนได้ ทุกอย่างล้วนมีเหตุมีผลของมันเอง ส่วนใครจะใช้วิธีใดนั้น ย่อมเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลครับ

May 31

หนักตา

หนักตา
ptosisอาการหนักตา เป็นความรู้สึกที่ไม่สะดวกในการลืมตา เหมือนจะลืมตาไม่ขึ้น หรือต้องเบิ่งตาช่วยจึงจะทำให้มองเห็นได้ชัดเจน มีสาเหตุหลักๆจากหนังตาที่เกินและตกลงมามากกว่าเดิม (Blepharoptosis) และอีกสาเหตุหนึ่งที่คนทั่วไปมักจะไม่ได้สังเกตคือกล้ามเนื้อที่ใช้ในการลืมตาอ่อนแรงลง(Ptosis)

สำหรับกรณีแรก มักสังเกตได้ไม่ยากนักเนื่องจาก เราจะรู้สึกได้เองว่าตาสองชั้นที่เคยดูกว้าง แต่ตอนนี้ดูแคบลงหรือกลายเป็นตาสองชั้นแบบหลบในไปแล้ว บางรายก็จะเกิดร่วมกับการตกของแนวคิ้วร่วมด้วย
กรณีนี้แก้ไขได้สองวิธี คือการผ่าตัดเก็บหนังตาที่ตกลงมา แล้วเย็บพับให้เป็นตาสองชั้นที่กว้างขึ้น หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าการกรีดตา(Upper blepharoplasty) ซึ่งเป็นวิธีที่เราพบเห็นกันโดยทั่วไป แต่ในบางกรณีการกรีดตา เพื่อเก็บหนังตาส่วนเกิน กลับซ้ำเติมปัญหาเนื่องจากสาเหตุของการตกของหนังตาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่หนังตา แต่เป็นในส่วนของคิ้วที่ตก (Brow ptosis) แล้วดันให้หนังตาตกลงมาด้วย การแก้ไขในกรณีนี้จำเป็นต้องดึงแนวคิ้วขึ้นบนเท่านั้น ปัญหาหนังตาที่ตกหรืออาการหนักตาก็จะหายไป ซึ่งในปัจจุบันการผ่าตัดยกคิ้วผ่านกล้อง(Endoscopic forehead lift) นับว่าเป็นวิธีที่ได้ผลดีมาก อีกทั้งมีแผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สัำหรับกรณีที่หนังตาตกที่เกิดจากกล้ามเนื้ออ่อนแรง เราสามารถพบได้ตั้งแต่เกิด (Congenital ptosis) และ ตอนอายุมากแล้ว (Senile ptosis ) เนื่องจากเราใช้งานมานาน ในกรณีที่เป็นมาแต่กำเนิด ถ้ามีอาการน้อยๆ อาจสังเกตได้ไม่ชัด บางคนเป็นด้านเดียวก็มี แต่ถ้าเป็นมาก เราจะพบว่าเด็กกลุ่มนี้จะต้องเลิกคิ้วอยู่ตลอดเวลาหรือมักเดินชนขอบประตูบ่อยๆ ในทางกลับกัน คนสูงอายุที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงตามวัย โดยมากมักจะถูกละเลย เนื่องจากคิดว่าเกิดจากหนังตาที่เกินตกลงมาปิด และแพทย์ส่วนใหญ่ก็มักจะให้ความสำคัญเฉพาะการเก็บหนังตาส่วนเกินเท่านั้น ทำให้บางครั้งอาการหนักตาก็ยังมีอยู่เหมือนเดิมแม้ว่าหนังตาส่วนเกินจะถูกเก็บออกไปแล้วก็ตาม ซึ่งการแก้ไขที่ถูกต้อง ต้องแก้ทั้งหนังส่วนที่เกิน และกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงไปพร้อมๆกัน

ดังนั้น อาการ “หนักตา” จึงไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่หลายๆคนเคยเข้าใจ การแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุดนอกจากจะทำให้อาการหนักตาไม่หายแล้ว ในบางรายยังได้อาการ “หนักใจ” มาเป็นของแถม อีกต่างหาก

May 06

ตาปลิ้นกับการผ่าตัดถุงใต้ตา

ตาปลิ้นกับการผ่าตัดถุงใต้ตา
ectropionเป็นคำถามยอดฮิตและความกลัวอย่างมากของคนทั่วไป ที่มีปัญหาถุงใต้ตาและต้องการแก้ไข ซึ่งบังเอิญไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัดจากด้านในโดยใช้แสงเลเซอร์ได้ (วิธีนี้ไม่ทำให้ตาปลิ้นแน่นอน)ทำให้เกิดความกลัวว่าถ้าผ่าตัดจากด้านนอกแล้วตาจะแหกหรือปลิ้นมั้ย เพราะอ่านจากรีวิวในเน็ตเห็นคนพูดถึงเรื่องนี้เยอะมากๆ แบบว่าอยากสวยแต่ไม่อยากได้ตาปลิ้นเป็นของแถม จนแล้วจนรอดจึงไม่กล้าทำสักที

จริงอยู่แม้ว่า การผ่าตัดถุงใต้ตาแบบกรีดจากภายนอกมีความเสี่ยงในเรื่องของตาแหกหรือตาปลิ้น แต่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้ามีการประเมินสภาพหนังตา ถุงใต้ตาและกล้ามเนื้อตาอย่างละเอียดก่อนการผ่าตัด และที่สำคัญคือการประเมินระหว่างผ่าตัดว่าจะตัดหนังตาส่วนเกินออกมากน้อยแค่ไหนตาจึงจะไม่ปลิ้น ซึ่งแพทย์เองต้องมีความชำนาญและประสบการณ์พอสมควร เพื่อที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาที่คนไข้กลัว อันนี้เป็นเทกนิกของแพทย์แต่ละท่าน เพราะแม้จะเรียนจบแพทย์จากที่เดียวกัน แต่เทกนิกในการผ่าตัดก็มิได้เหมือนกันเสมอไป คงต้องศึกษาแพทย์แต่ละท่านให้ดีเช่นกัน ยิ่งถ้าไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางแล้วโอกาสที่จะได้ตาแหกตาปลิ้นเป็นของแถมย่อมสูงเป็นเงาตามตัว เพราะในปัจจุบันมีแพทย์ทั่วไปที่ไปอบรมตามที่ต่างๆทั้งในหรือต่างประเทศ สัก 7 วัน 10 วัน แล้วกลับมาประกาศว่าตนนี่แหละเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แบบนี้ก็มีเยอะ อีกประเภทคือใช้โซเชียลมีเดียซึ่งสามารถว่าจ้างได้ไม่ยากนัก ลงความเห็นให้ตนเองเป็น Top surgeon ก็มาก อันนี้ดูแย่สุดๆเลยครับ

ดังนั้นการผ่าตัดถุงใต้ตาด้วยการกรีดจากด้านนอกจึงไม่ใช่การผ่าตัดที่น่ากลัวอย่างที่คิด ปัญหาอยู่ที่ว่าเราได้พบแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้จริงๆหรือไม่มากกว่า

Older posts «