Feb 16

ข้อคิดก่อนยกหางตาผ่านกล้อง

ข้อคิดก่อนยกหางตาผ่านกล้อง
endo_browliftด้วยความง่ายของการถ่ายรูปผ่านกล้องในโทรศัพท์มือถือ ทำให้หลายท่านมักจะจดจ้องและจับผิดใบหน้าของตนเองมากขึ้น ปัญหาหนึ่งที่คนไข้สอบถามกันเข้ามาอย่างมากมายคือเรื่องหนังตาตกและหางตาตก เหตุผลประกอบส่วนใหญ่คือทำให้ดูเศร้า หน่าตาไม่สดใส โหงวเฮ้งไม่ดี เป็นต้น
หลายๆท่านที่ไปปรึกษาแพทย์(บางท่าน) ส่วนหนึ่งมักได้รับคำแนะนำให้ดึงหางคิ้วหรือยกหางตาผ่านกล้อง หลายท่านก็เกิดความลังเลสงสัยว่าต้องทำขนาดนั้นเลยหรือ เพราะอายุก็แค่30 ต้นๆ หรือบางรายไม่ถึง 30 ด้วยซ้ำ
ภาวะหางตาตก(Lateral brow drooping/ptosis) นั้นเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุด้วยกัน ส่วนหนึ่งเป็นจากโครงสร้างของเราเอง บางรายเป็นพันธุกรรม อีกส่วนหนึ่งเป็นไปตามวัยที่เมื่ออายุมากขึ้นส่วนของผิวหนังบริเวณหน้าผากและขมับมีการหย่อนคล้อยลงมา ทำให้ช่องว่างระหว่างชั้นตาและคิ้วแคบลง หางตาก็ชี้ลงตามไปด้วย
การแก้ไข

ในกรณีที่เกิดจากโครงสร้าง และอายุน้อย การแก้ไขจะทำได้ยากและไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากตัวผิวหนังเองจะมีความตึงตัวค่อนข้างมาก บางรายมีปัญหาที่โครงกระดูกใบหน้าบริเวณโหนกเบ้าตา ถ้าจะแก้ไขต้องแก้ที่ส่วนของกระดูกด้วยจึงจะได้ผล ที่สำคัญเวลาแก้ไขก่อนวัยอันควร จะก่อให้เกิดพังผืดบริเวณที่ทำการผ่าตัด ซึ่งจะทำให้การผ่าตัดครั้งต่อไปทำได้ยากและมีความเสี่ยงมากขึ้น อีกทั้งผลของการดึงหรือยกมักจะดูดีเพียงช่วงระยะสั้นๆเท่านั้น จากนั้นก็จะตกลงมาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากแรงตึงที่ผิวหนังมีมากในวัยนี้

แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีผิวหนังเหนือคิ้วคล้อยหรือตกตามวัย ในกรณีที่เคยกรีดหนังตาบนมาแล้ว การดึงหรือยกหางตาผ่านกล้องถือว่าเป็นวิธีที่ได้ผลดี สามารถยกหางตาขึ้น พร้อมๆกับเพิ่มช่องว่างระหว่างชั้นตาและคิ้วซึ่งจะช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่่อนวัย มีความปลอดภัยสูงเนื่องจากการผ่าตัดผ่านกล้องสามารถมองเห็นโครงสร้างที่สำคัญได้เป็นอย่างดี และระยะพักฟื้นก็สั้นกว่าการผ่าตัดแบบเดิม

ดังนั้นการดึงหางตาผ่านกล้องเราจึงควรเก็บไว้ในยามที่ทำแล้วได้ผลจริงๆเท่านั้น มิใช่สักแต่ว่าทำๆไปตามแฟชั่นหรือตามการโฆษณาชวนเชื่อแบบที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าตนเองนั้นเหมาะกับการดึงหางตาผ่านกล้องหรือไม่ แนะนำให้ปรึกษากับศัลยแพทย์หลายๆท่านครับ

Jan 30

ทำไมต้องเสริมหน้าผากผ่านกล้อง

ทำไมต้องเสริมหน้าผากผ่านกล้อง
endoforeheadimplant การเสริมหน้าผากในปัจจุบัน มีด้วยกันหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเติมเต็ม พวกฟิลเล่อร์ ซึ่งทำได้ง่ายด้วยการฉีด แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องของการสลายตัวที่ไม่สม่ำเสมอ รวมถึงราคาที่สูงและต้องฉีดเติมบ่อยๆ อีกวิธีหนึ่งที่นิยมทำกันก็คือการเติมด้วยไขมันของเราเอง แม้ว่าไขมันจะอยู่ได้นานกว่าฟิลเล่อร์ แต่ในบางกรณีไขมันอาจจับตัวเป็นก้อนหรือสลายตัวไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไม่เรียบเท่าที่ควร จะสังเกตได้ชัดเวลากระทบกับแสง อาจต้องทำการฉีดเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และการแก้ไขในแต่ละครั้งก็ทำได้ค่อนข้างยาก
ด้วยนวัตกรรมการสร้างแผ่นซิลิโคนเฉพาะบุคคล (Custom made forehead implant) ทำให้แผ่นซิลิโคนเหมาะกับพื้นผิวหน้าผากในแต่ละราย สามารถกำหนดจุดนูน(Projection) ของหน้าผากได้ตามสัดส่วนของใบหน้า ทำให้การเสริมหน้าผากด้วยแผ่นซิลิโคนกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งหนึ่ง เพราะสามารถแก้ไขปัญหาซิลิโคนแบบเดิมๆได้ อาทิเช่น การแต่งซิลิโคนที่ไม่พอดีกับหน้าผาก ผิวซิลิโคนที่แต่งได้ไม่เรียบเนียนพอ เห็นขอบและรอยต่อของแผ่นซิลิโคนกับผิวหนังข้างเคียง แผ่นซิลิโคนที่แข็งเกินไป เป็นต้น

การใช้กล้องเข้ามาช่วยในการผ่าตัดดีอย่างไร
การผ่าตัดเสริมหน้าผากในปัจจุบันใช้วิธีที่เรียกว่า Blind technique หรือการผ่าตัดแบบมองไม่เห็นเนื้อเยื่อภายใน โดยผ่านแผลที่หนังศรีษะ แล้วใช้เครื่องมือกวาดเข้าใต้ผิวหนัง เพื่อสร้างช่องสำหรับการวางแผ่นซิลิโคน แม้ว่าเป็นวิธีที่สามารถทำได้ แต่ถือว่ามีความเสี่ยงอยู่เช่นกัน เนื่องจากไม่สามารถหลบเลี่ยงเส้นเลือดหรือเส้นประสาทที่สำคัญได้ อีกทั้งการสร้างช่อง(Pocket)สำหรับวางแผ่นซิลิโคนก็ใช้วิธีประมาณเอา ซึ่งแตกต่างจากการใช้กล้องขนาดเล็กเข้ามาช่วยในการผ่าตัด เนื่องจากกล้องมีขนาดเล็ก จึงไม่ได้เพิ่มขนาดของแผล อีกทั้งการใช้กล้องยังสามารถมองเห็นส่วนต่างๆใต้ผิวหนังได้อย่างชัดเจน โอกาสที่จะทำอันตรายกับเส้นเลือดหรือเส้นประสาทจึงไม่มี อีกทั้งยั้งสามารถเห็นขอบเขตภายในได้โดยรอบ ทำให้การสร้างช่องและการวางแผ่นซิลิโคนหน้าผากมีความแม่นยำลดปัญหาเรื่องรอยต่อได้ดีขึ้น

การผ่าตัดเสริมหน้าผากผ่านกล้อง (Endoscopic forehead implant) ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในเมืองไทย ที่สามารถทำได้เพียงไม่กีแห่งเท่านั้น เนื่องจากต้องอาศัยอุปกรณ์ชุดการผ่าตัดผ่านกล้องและความชำนาญของแพทย์ด้วยจึงจะสามารถทำได้

Dec 03

ศัลยกรรมที่ไม่เหมาะสม

ศัลยกรรมที่ไม่เหมาะสม
faceแม้ว่าศัลยกรรมความงาม จะเป็น เรื่องของความพึงพอใจเป็นหลัก แต่บางครั้งด้วยการที่เราไม่มีความรู้ทางการแพทย์ที่ดีพอ เราจึงถูกชักจูงให้ทำการรักษาหรือศัลยกรรมบางอย่างที่ไม่จำเป็นหรือไม่เหมาะสมได้ง่าย ยิ่งในปัจจุบันมีแพทย์จำนวนมากที่หันมาเอาดีทางด้านการรักษาและผ่าตัดความงาม มีการนำการตลาดมาใช้อย่างมากมาย มีการลดแลกแจกแถมเหมือนเป็นสินค้าหรือบริการโดยทั่วๆไป ผู้บริโภคบางท่านก็มักเคยชินกับการลดแลกแจกแถม จนลืมนึกไปว่าสิ่งที่กำลังได้รับนั้นมันเกิดผลกระทบกับเนื้อเยื่อร่างกายของเรา ซึ่งบางกรณีผลกระทบนั้นไม่สามารถจะแก้ไขได้เลย ไม่เหมือนกับการตัดผม ไม่ชอบไม่ถูกใจรอให้ผมยาวก็สามารถตัดทรงใหม่ได้ แต่เนื้อเยื่อร่างกายของเรานั้นเมื่อเสียแล้วก็จะเสียเลย อาจซ่อมแซมได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วแต่กรณี โดยเฉพาะที่ใบหน้านั้นไม่สามารถปกปิดไม่ได้เลย ยิ่งถ้ารักษาด้วยการผ่าตัด(Surgery) จำเป็นต้องพิจารณาผลที่จะตามมาให้มากๆ ไม่ใช่ทุกสิ่งอย่างที่ศัลยกรรมจะเนรมิตให้ได้ แพทย์ยิ่งมีประสพการณ์มากความกลัวก็ยิ่งเพิ่มเป็นเงาตามตัว ซึ่งตรงกันข้ามกับแพทย์ที่ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนด้านการผ่าตัดมาโดยตรงแต่อยากเป็นศัลยแพทย์ความงาม มักจะมองทุกย่างเป็นเรื่องง่ายไปหมด ดั่งสุภาษิตที่ว่า “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา” เราจึงได้พบปัญหาแทรกซ้อนจากการทำศัลยกรรมจำนวนมากมายและคงจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแพทย์เหล่านี้เรียนผูกเป็นอย่างเดียว แต่ไม่ได้เรียนการแก้ไขมาด้วย เพราะการแก้ไขนั้นจำเป็นต้องใช้ความรู้และทักษะมากกว่าการเรียนผูกเป็นไหนๆ และนี่คือเหตุผลที่ทำไมศัลยแพทย์ตกแต่งต้องเรียนกันนานถึง 5 ปี ไม่ใช่เป็นวันหรือสัปดาห์อย่างที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้

สำหรับงานศัลยกรรมความงามนั้น จริงอยู่แม้ว่าปัญหาเดียวกัน แพทย์แต่ละท่านอาจมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ก็ไม่ควรเกินเลยจากสิ่งที่ควรจะเป็นหรือมาตรฐานที่เค้าทำกันมากนัก ยกตัวอย่างเช่น คนไข้อายุ 60 ปี มีผิวหนังหย่อนยาน แต่ได้รับคำแนะนำให้เติมฟิลเล่อร์ทั่วหน้า แล้วบอกว่าได้ผลเท่ากับศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า หรือการแนะนำให้คนในวัยหนุ่มสาวทำการผ่าตัดยกคิ้วผ่านกล้องทุกราย ทั้งๆที่โอกาสในการยกตัวของคิ้วสำหรับวัยนี้นั้นมีน้อยมาก เนื่องจากผิวหนังยังไม่ได้หย่อนยานเท่าที่ควรจะต้องทำ เป็นต้น ทั้งสองกรณีคือตัวอย่างของ “ศัลยกรรมที่ไม่เหมาะสม
การรักษาด้วยการใช้ “ปัญหา” เป็นตัวตั้งกับการใช้ “วิธีการหรือเครื่องมือ” เป็นตัวตั้งนั้น ย่อมให้ผลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เครื่องมือและวิธีการเป็นสิ่งที่ถูกสร้างหรือออกแบบมาให้ใช้แก้ปัญหาบางอย่าง แต่มิได้ให้ใช้แก้ปัญหาทุกอย่างได้ แพทย์จึงไม่ควรเอาวิธีการหรือเครื่องมือมาแก้ปัญหาที่ไม่เหมาะสม เพียงเพื่อผลประโยชน์บางอย่างเท่านั้น

แล้วจะทำอย่างไรดี

วิธีการที่ได้ผลที่สุด นั่นก็คือปรึกษาหาข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ(จริง)หลายๆท่าน แล้วลองฟังความเห็นของท่านเหล่านั้นดู ว่าแนวโน้มไปทางใด แล้วจึงค่อยตัดสินใจ เราไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเลย อย่างหลงกลการตลาด อย่าหลงกลการลดแลกแจกแถมเป็นอันขาด เคยได้ยินหรือไม่ ลดได้ทั้งปีทั้งชาติ ตกลงแล้วตั้งราคาให้สูงไว้หลอกหรือเปล่า อย่าเพิ่งผูกมัดใดๆกับตัวเองถ้ายังไม่มีความมั่นใจหรือไม่เข้าใจ ไม่เช่นนั้นท่านอาจต้องเสียใจในภายหลัง

Older posts «