Aug 15

ตาสองชั้นแบบไหนดี

ตาสองชั้นแบบไหนดี

double eyelid surgeryในปัจจุบันวิวัฒนาการในการทำตาสองชั้นหรือการแก้ไขปัญหาหนังตาตกได้เปลี่ยนไปมาก ตามสมัยนิยมและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป การผ่าตัดหลากหลายวิธีถูกนำเสนอต่อสาธารณชน จนบางครั้งผู้รับบริการเองก็สับสนว่าจริงๆแล้ววิธีไหนดีกว่ากัน

เรามาลองดูว่าในปัจจุบันมีวิธีไหนกันบ้าง

1.ตาสองชั้นแบบเย็บ 3 จุด Suturing technique หรือ Celebrity eyelid )
เป็นการทำให้เกิดรอยพับของชั้นตาด้วยการเย็บจากด้านในของเปลือกตาบน ไหมจะจับยึดกล้ามเนื้อตาไว้ เกิดเป็นรอยพับชั้นตา จะให้ชั้นตาสูงแค่ไหนก็แล้วแต่เรากำหนด วิธีนี้เหมาะกับวัยรุ่นหรือผู้ที่ไม่มีไขมัน หรือหนังส่วนเกินมากหนัก ข้อดีคือหายไว ไม่มีแผล ข้อเสียคือบางครั้งหลุดได้ โดยเฉพาะวัยรุ่น แต่ทั้งนี้ขึ้นกับวิธีเย็บด้วยซึ่งแพทย์แต่ละท่านจะมีรายละเอียดในการเย็บและใช้ไหมที่ต่างกัน ผลที่ได้จึงแตกต่างกัน

2.ตาสองชั้นแผลเล็ก (Short scar or Mini eyelid surgery)
วิธีนี้จะมีการเปิดแผลขนาดเล็กตรงบริเวณรอยชั้นตาที่จะเกิดขึ้นใหม่ โดยปกติยาวประมาณ 0.5-1 ซม. จากนั้นจึงมีการตัดแต่งกล้ามเนื้อภายในรวมทั้งนำถุงไขมันออกไป(ถ้ามี) เย็บให้ผิวหนังยึดกับกล้ามเนื้อตาเพื่อให้เกิดรอยพับชั้นตาเวลาลืมตา ตรงจุดนี้เองที่แพทย์แต่ละท่านจะมีเทคนิกที่แตกต่างกัน สามรถทำให้ชั้นลึก ชั้นตื้น ขนตางอน หรือตาโตขึ้นได้ ข้อดี อีกย่างคือแผลเล็ก หายเร็ว แต่ไม่สามารถเก็บหนังส่วนเกินได้ เนื่องจากแผลเปิดมีขนาดเล็กแพทย์จึงมักต้องใช้แว่นหรือกล้องขยายเพื่อช่วยในการผ่าตัด แต่เราไม่เรียกว่าเป็นการผ่าตัดผ่านกล้อง เพราะการผ่าตัดผ่านกล้อง (Endoscopic surgery) หมายถึงการสอดตัวกล้องเข้าไปในแผลผ่าตัด เช่นการดึงหน้าผ่านกล้อง หรือการผ่าตัดช่องท้องผ่านกล้อง เป็นต้น

3.ตาสองชั้นแบบปกติ (Conventional eyelid surgery)
วิธีนี้เป็นการผ่าตัดหนังตาบนที่เราคุ้นเคยกันอยู่ แผลผ่าตัดจะค่อนข้างยาวมาถึงหางตา ข้อดีคือนอกจากจะทำได้เหมือนกับการผ่าตัดแบบแผลเล็กแล้ว ยังสามารถเก็บหนังตาที่ตกลงมาได้ จึงเหมาะกับผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีข้อเสียคือแผลจะยาว ทำให้มองเห็นแนวแผลโดยเฉพาะหางตา อาจหลับตาไม่สนิทถ้าตัดหนังตาออกมากเกินไป และที่สำคัญมักดึงปลายตาหรือหางตาลงมาด้วย ทำให้หางตาตกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นกรณีที่หางตาตกอยู่แล้ว การใช้วิธีนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ ดังนั้นถ้าหางตาตกมากควรเลือกวิธีการดึงหางตาผ่านกล้องจะดีกว่า เพราะนอกจากชั้นตาจะชัดขึ้นแล้ว ยังยกหางตาขึ้นได้ด้วย ทำให้ดูอ่อนวัยมากขึ้น

การเลือกวิธีที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อความสำเร็จในการทำตาสองชั้น เราควรปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆ เพื่อวิเคราะห์ปัญหา เสนอแนะวิธีที่ถูกต้อง สอดคล้องกับความต้องการของเราจริงๆ เพราะบางครั้งการพูดถึงวิธีเดียวกัน แต่แพทย์คนละท่าน ก็ให้ผลที่ต่างกันครับ

Jul 23

ศัลยกรรมปากกระจับ

ศัลยกรรมปากกระจับ

lip

ศัลยกรรมตามกระแสนิยม นอกจากการทำจมูก ทำตาแบบเกาหลีแล้ว การทำริมฝีปากให้บางเหมือน “ปากกระจับ” ก็เป็นศัลยกรรมอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมในหมู่สาวไทย แต่กรณีนี้ไม่ใช่ เกาหลีฟีเว่อร์เท่านั้นเอง

การทำศัลยกรรมริมฝีปาก จริงๆมีการทำมากันนานมากแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีริมฝีปากหนากว่าปกติ เพียงแต่ว่าไม่ได้ปรับแต่งรูปให้เป็นไปตามสมัยนิยมเท่านั้น ระยะหลังนอกจากจะทำให้ริมฝีปากบางลงแล้ว ก็จะมีการแต่งรูปากให้เปลี่ยนไปด้วย เช่น ตรงกลางให้มีติ่งคล้ายปากนกแก้ว หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ปากกระจับ” ส่วนด้านข้างก็ให้เรียวสะบัดขึ้นคล้ายคันศรของธนู วิธีการนี้จำเป็นต้องมีการผ่าตัดเยื่อบุริมฝีปากและกล้ามเนื้ออกบางส่วน แล้วเย็บให้ได้รูปตามต้องการ ดังนั้น จึงจะมีแนวแผลเล็กๆอยู่ตามขอบริมฝีปาก ซึ่งมักจะจางลงเมื่อเวลาผ่านไป การทำริมฝีปากถือว่าเป็นการผ่าตัดเล็กชนิดหนึ่ง หลังผ่าตัดจะมีอาการบวมบ้างเหมือนการผ่าตัดทั่วไป แต่ก็สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ

แม้ว่าการทำผ่าตัดขนิดนี้จะไม่ได้ใหญ่โตเหมือนการผ่าตัดอย่างอื่นๆ แต่ก็มิได้หมายความว่าจะให้ผลที่ต้องการเสมอไป อันนี้ขึ้นกับฝีมือของศัลยแพทย์เป็นหลัก เพราะการตัดออกมากเกินไป ก็จะทำให้ปากบางมาก เคยพบในบางรายมีเหลือแค่ตรงกลางส่วนด้านข้างหายไปหมด คล้ายกับสาวญี่ปุ่นในชุดกิโมโนที่มักทาลิปสติกให้เห็นปากเล็กๆตรงกลาง หรือในบางรายไม่ได้ดูเรื่องเหงือก ตัดให้บางอย่างเดียว ปรากฎว่า เวลายิ้มเห็นเหงือกชัดเจนมาก อันนี้ก็ไม่โอเคเหมือนกัน หรือบางรายก็ตัดไม่เท่ากัน ทำให้ปากผิดรูปได้ การทำศัลยกรรมปากบางหรือปากกระจับ ศัลยแพทย์จึงต้องมีความละเอียดมากพอสมควร  เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นแล้ว การแก้ไขจะทำได้ยากมาก

สำหรับริมฝีปากล่างก็มีการทำให้บางเช่นเดียวกัน แต่โดยมากทำให้บางเฉยๆ ไม่ได้ต้องปรับแต่งรูปมากนัก ปัญหาจึงมีน้อยกว่า คนไทยมักจะไม่ค่อยนิยมตัดปากล่างเนื่องจากคนเอเชียริมฝีปากล่างไม่ค่อยหนาอยู่แล้ว แต่ที่ต้องระวังคือ “ปากห้อย” จากกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรงหรือเกิดจากคางที่ไม่สมดุลย์ กรณีนี้ไม่แนะนำ เนื่องจากการทำริมฝีปากล่างให้บางไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ และอาจทำให้ปากห้อยมากขึ้นได้

ดังนั้นก่อนตัดสินใจผ่าตัดริมฝีปาก คงต้องเลือกศัลยแพทย์ที่ชำนาญจริงๆ เพราะการแก้ไขกรณีที่ผิดพลาดทำได้ยากมากทีเดียว

 

Jun 20

ความกลัวกับศัลยกรรมใต้ตา

eyebag
ความกลัวกับศัลยกรรมใต้ตา

เหตุที่ต้องเขียนเรื่องนี้ เนื่องจากยังมีความเข้าใจที่ผิดในหลายๆเรื่องเกี่ยวกับศัลยกรรมใต้ตา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่พูดต่อๆกันไป โดยเฉพาะใน Social Media จนทำให้คนส่วนส่วนใหญ่เกิด “ความกลัว” แล้วเลือกวิธีการรักษาที่ไม่ถูกต้อง จนบางครั้งเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น

1.อย่าไปผ่าตัดถุงใต้ตาเลย เดี่๋ยวตาแหก ฉีดฟิลเล่อร์ดีกว่า
อันนี้เรียกว่าให้คำแนะนำแบบ ” ไม่เข้าใจ” การที่เรามีผิวหนังส่วนเกิน ต่อให้เราเอาฟิลเล่อร์กี่หลอดหรือจะใช้เครื่องมือกระชับผิวหนังกี่ชนิดก็ย่อมไม่ได้ผล ยกเว้นกรณีที่ย่นหรือเกินเพียงเล็กน้อย แต่ในกรณีที่ถุงใต้ตาก็ชัด ผิวหนังส่วนเกินรอยย่นก็มาก แล้วเอาเรื่องตาแหกตาปลิ้นมาขู่ให้กลัว จึงไม่น่าจะใช่คำแนะนำที่ถูกต้อง จริงอยู่โอกาสที่ตาจะปลิ้นจากการผ่าตัดเกิดขึ้นได้ แต่นั่นเกิดจาก “การเลือกแพทย์” ที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ “วิธีการรักษา” ที่ไม่ถูกต้อง เพราะถ้าวิธีการผ่าตัดไม่ใช่วิธีการรักษาที่ถูกต้องจริง แพทย์ทั่วโลกคงเลิกทำไปนานแล้ว และคงมีคนตาแหกตาปลิ้นเต็มไปหมด ดังนั้นการเฉไฉไปใช้ฟิลเล่อร์มาแก้ไขปัญหาถุงใต้ตาจึงไม่สมควรอย่างยิ่ง

2.อย่าไปเอาถุงใต้ตาออกเลย เดี๋ยวตาโบ๋ ฉีดฟิลเล่อร์กลบเอาก็ได้
จริงอยู่ที่ฟิลเล่อร์สามารถเติมเต็มร่องใต้ถุงตา แล้วทำให้ถุงใต้ตาดูไม่ชัด แต่ก็ไม่ได้เป็นการรักษาถุงใต้ตาอยู่ดี เมื่อฟิลเล่อร์หายไปถุงใต้ตาก็กลับชัดขึ้นมาอีก เป็นการรักษาชั่วคราวเท่านั้น อีกทั้งการเติมเต็มครั้งที่สอง ครั้งที่สาม จะยากและมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ

การเอาไขมันหรือถุงใต้ตาเฉพาะ “ส่วนที่เกิน” ออก จึงเป็นการรักษาที่ตรงจุดมากที่สุด การผ่าตัดเอาถุงใต้ตาออกที่ถูกต้องไม่ว่าจะด้วยวิธีการผ่าตัดจากด้านในด้วยแสงเลเซอร์หรือการผ่าตัดจากด้านนอก จะไม่นำถุงไขมันที่มีอยู่ออกจนหมด เนื่องจากจะทำให้ตาลึกโบ๋ จะใช้วิธีที่เรียกว่า ” ลบส่วนเกิน” เพื่อให้ผิวดูเรียบกลมกลืนกับเนื่้อเยื่อข้างเคียง ดังนั้นการที่ตาลึกโบ๋จึงไม่ได้เกิดจาก “ วิธีการรักษาที่ผิด” แต่เกิดจาก “แพทย์ที่ขาดความชำนาญ” ต่างหาก
แม้ว่าในปัจจุบัน จะมีวิธีการรักษาที่เรียกว่า จัดเรียงไขมัน แทนการเอาไขมันออก แต่ก็ยังเป็นการผ่าตัดอยู่ดี ส่วนจะเลือกวิธีเอาไขมันออกหรือจัดเรียงไขมันใหม่ อันนี้ต้องขึ้นกับวิธีการของแพทย์แต่ละท่านเป็นหลัก

3.กลัวตาแหก เลยขอเอาถุงออกอย่างเดียว 
กรณีนี้พบบ่อยมาก ด้วยเหตุที่กลัวจะเป็นแผลเป็น กลัวตาแหกตาปลิ้น ก็เลยเลือกวิธีผ่าตัดจากด้านในเพื่อเอาถุงไขมันออกอย่างเดียว ผลก็คือหลังผ่าตัดเหลือผิวหนังเป็นกองโดยเฉพาะเวลายิ้ม ต้องกลับมาผ่าตัดเป็นรอบที่สองจนได้ ในกรณีที่เรามีหนังเกินจึงไม่ควรที่จะเลือกการผ่าตัดจากด้านใน ถึงแม้ว่าวิธีการผ่าตัดจากด้านในจะหายเร็วกว่า และไม่มีแผลให้เห็นก็ตาม อย่าให้ความกลัวมาบดบังสิ่งที่ควรจะเป็น ในทางกลับกัน ถ้าไม่มีผิวหนังส่วนเกินก็ไม่ต้องดิ้นรนที่จะผ่าตัดจากด้านนอก เพียงเพราะกลัวจะไม่ตึง ไม่เช่นนั้นจะได้ตาแหกมาแทน

อย่างไรก็ตาม ถุงใต้ตาก็ไม่ใช่ปัญหาสุขภาพอยู่ดี การจะเก็บเอาไว้ก็ไม่ได้ทำให้เราเกิดสายตาสั้นหรือยาว แต่อย่างใด เพียงแต่บางคนอาจรู้สึกว่าดูเหนื่อย ไม่สดชื่นหรือถ่ายรูปไม่สวย การเอาถุงไขมันใต้ตาออกจึงเป็นเรื่องของความสวยงามทั้งสิ้น ส่วนจะรักษาด้วยวิธีใดคงต้องขึ้นกับข้อเท็จจริงและวิจารณญาณของท่านเอง ไม่ใช่ความกลัวครับ

Older posts «